12 ธันวาคม 2553

เข้าใจการอธิษฐานวิงวอน

ทำความเข้าใจการอธิษฐาน "วิงวอน"(Intercessor) เพื่อจะไม่เกิดการ "วิงเวียน"

เรียบเรียงจากคำสอนของอ.Joshua Mills และอ.นิมิต พานิช


  1. อย่าไปให้ความสนใจ ใส่ใจกับศัตรู เพราะพวกเรามีชัยชนะแล้ว
จดจ่อพระเจ้าผู้ประทานชัย อย่าหลงกลศัตรูดึงความสนใจออกจากพระเจ้า

โคโลสี 2:15 พระองค์ทรงปลดเทพผู้ครองและศักดิเทพเสีย พระองค์ได้ทรงประจานเขา และชนะเขาโดยกางเขนนั้น

1 ยอห์น 2:13-14

13 ท่านทั้งหลายที่เป็นบิดา ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่าน เพราะท่านทั้งหลายได้คุ้นกับพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่ตั้งแต่ปฐมกาล ท่านทั้งหลายที่เป็นคนหนุ่มๆข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่านเพราะท่านทั้งหลายได้ชนะมารร้ายนั้น ท่านทั้งหลายผู้เป็นลูก ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่านเพราะท่านทั้งหลายได้คุ้นกับพระบิดา

14 ท่านทั้งหลายที่เป็นบิดา ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่าน เพราะท่านทั้งหลายได้คุ้นกับพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่ตั้งแต่ปฐมกาล ท่านทั้งหลายที่เป็นคนหนุ่มๆข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่านเพราะท่านทั้งหลายมีกำลังมาก และพระวจนะของพระเจ้าดำรงอยู่ในท่านทั้งหลาย และท่านชนะมารร้ายนั้นแล้ว

1 ยอห์น 4:4 ลูกทั้งหลายเอ๋ย ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้า และได้ชนะเขาเหล่านั้น เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก


2. อย่าฝ่ายวิญญาณทุกอย่างจนเกินไป ทุกอย่างให้อยู่ในข้อแนะนำของพระคัมภีร์


มัทธิว 6:5 "เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐาน อย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด เพราะเขาชอบยืนอธิษฐานในธรรมศาลาและตามถนน เพื่อจะให้คนทั้งปวงได้เห็น เราบอกความจริงแก่ท่านว่าเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว

สดุดี 119:15-18

15 ข้าพระองค์จะภาวนาข้อบังคับของพระองค์ และจับตาของข้าพระองค์อยู่ที่วิถีทั้งหลายของพระองค์

16 ข้าพระองค์จะปีติยินดีในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ลืมพระวจนะของพระองค์

17 ขอทรงโปรดปรานผู้รับใช้ของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะมีชีวิตและจะถือพระวจนะของพระองค์

18 ขอเบิกตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์

3. อย่าอยู่ในมิติเนื้อหนัง อย่าให้จิตใจ อารมณ์ ความรูสึก อยู่เหนือฝ่ายวิญญาณ ให้ทำตามพระวจนะ ไม่ใช้อารมณ์

กาลาเทีย 5:16 แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่า จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ อย่าสนองความต้องการของเนื้อหนัง

1 ยอห์น 2:16

16 เพราะว่าสารพัดซึ่งมีอยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนังและตัณหาของตา และความทะนงในลาภยศไม่ได้เกิดมาจากพระบิดา แต่เกิดมาจากโลก

4. อย่าแยกตัวออกมาโดดเดี่ยว เพราะศัตรูจะทำอะไรก็ได้ พระคัมภีร์ไม่ให้เราขาดการประชุม ให้คนอื่นรู้เรื่องราวเพื่อช่วยชีวิตเรา

ฮีบรู 10:25 อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว

กิจการ 2:42 เขาทั้งหลายได้ขะมักเขม้นฟังคำสอนของจำพวกอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม ทั้งขะมักเขม้นในการหักขนมปังและการอธิษฐาน

1 ยอห์น 1:7 แต่ถ้าเราดำเนินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างพระองค์ทรงสถิตในความสว่าง เราก็ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น

5. อย่าครอบงำผู้อื่น อธิษฐานให้น้ำพระทัยพระเจ้าปรากฏ เพื่อเราจะเรียนรู้การทำงานร่วมกับพระองค์

1 ยอห์น 5:14-15

14 และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์ คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา

15 และถ้าเรารู้ว่า พระองค์ทรงโปรดฟังเรา เมื่อเราทูลขอสิ่งใดๆเราก็รู้ว่าเราได้รับสิ่งที่เราทูลขอนั้นจากพระองค์

6. อย่ามีส่วนร่วมในกิจกรรมที่แปลกประหลาด ที่ไม่ช่วยอะไรในชีวิตของเรา ที่ไม่เกิดผลอะไร

เอเฟซัส 4:17 เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขอยืนยันและเป็นพยานในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปท่านอย่าประพฤติอย่างคนต่างชาติที่เขาประพฤติกันนั้น คือมีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไร้สาระ

กาลาเทีย 1:6 ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจ ที่พวกท่านพากันละทิ้งพระองค์ไปอย่างรวดเร็ว พระองค์ทรงเรียกท่านมาโดยพระคุณของพระคริสต์ แต่ท่านกลับหันไปหาข่าวประเสริฐอื่นเสีย

7. อธิษฐานจากสวรรค์ชั้นที่สามเพื่อเห็นการสำแดง นำมาประกาศในการอธิษฐาน

1 โครินธ์ 2:10 พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านั้นแก่เราทางพระวิญญาณ เพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งแม้เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า

เอเฟซัส 1:9 พระเจ้าได้ทรงโปรดให้เรารู้ความล้ำลึกในพระทัยของพระองค์ ตามพระเจตนารมณ์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงดำริไว้ในพระคริสต์

8. ให้เราอยู่ใกล้ชิดกับหัวใจพระเจ้า จะทำให้เรารับใช้ด้วยความรัก เมตตา

ยอห์น 15:4 จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น

1 โครินธ์ 13:2 แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้ และเข้าใจในความล้ำลึกทั้งปวงและมีความรู้ทั้งสิ้น และมีความเชื่อมากยิ่งที่สุดพอจะยกภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย

มัทธิว 9:36

36 และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง

มาระโก 1:41 พระเยซูทรงสงสารเขาจึงทรงยื่นพระหัตถ์ถูกต้องคนนั้น ตรัสแก่เขาว่า "เราพอใจแล้ว จงหายเถิด"

9. ดำเนินชีวิตด้วยความบริสุทธิ์ ให้เราจับจ้องที่พระเยซูคริสต์ วิถีทางของพระองค์

1 เปโตร 1:15-16

15 แต่เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์ ท่านทั้งหลายจงประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ

16 ดังที่มีพระวจนะเขียนไว้แล้วว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์

10. ปกป้องรักษาประตูทั้งหลายของเราไว้ ทั้งประตูใจ ตา หู มือ เท้า ความคิด ให้ดูแลประตูเหล่านั้นทุกวันด้วยพระวิญญาณฯ

ลูกา 11:34 ตาเป็นประทีปของร่างกาย เมื่อตาของท่านปกติ ทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย แต่เมื่อตาของท่านผิดปกติ ทั้งตัวของท่านก็พลอยมืดไปด้วย

สุภาษิต 13:3 บุคคลที่ระแวดระวังปากของเขาจะสงวนชีวิตของเขา บุคคลที่เปิดริมฝีปากกว้างก็มาถึงความพินาศ

มัทธิว 13:16 "แต่นัยน์ตาของท่านทั้งหลายก็เป็นสุขเพราะได้เห็น และหูของท่านก็เป็นสุขเพราะได้ยิน

2โครินธ์ 10:5 คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์

11. สรรเสริญทุกวันจะเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ

โคโลสี 3:16 จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์ จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงร้องเพลงสดุดีเพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า

เอเฟซัส 5:19 จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญ คือร้องเพลงสรรเสริญและสดุดีจากใจของท่าน ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า

ฮีบรู 13:15 เหตุฉะนั้น ให้เราถวายคำสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าตลอดไป โดยทางพระองค์นั้น คือคำกล่าวยอมรับเชื่อพระนามของพระองค์

12. พูด คำว่า "เดี๋ยวนี้" (Now) เปลี่ยนศัพท์ที่ใช้ พูดการสำแดงของพระเจ้าวันนี้ ไม่ใช่อนาคต

สุภาษิต 18:21 ความตายความเป็น อยู่ที่อำนาจของลิ้น และบรรดาผู้ที่รักมันก็จะกินผลของมัน

วิวรณ์ 1:4 ยอห์นขอเรียนคริสตจักรทั้งเจ็ดที่อยู่ในแคว้นเอเชียให้ทราบดังนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับพระคุณและสันติสุข จากพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่ในปัจจุบัน และผู้ทรงดำรงอยู่ในอดีต และผู้จะเสด็จมาในอนาคต และจากวิญญาณทั้งเจ็ดที่เฝ้าอยู่หน้าพระที่นั่งของพระองค์

13. ให้อยู่ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีท่าทีของการนมัสการ เพราะเป็นกุญแจสู่พระสิริ

ยอห์น 4:23 แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์

1 โครินธ์ 14:12 เหตุฉะนั้น เมื่อท่านทั้งหลายกำลังร้อนใจแสวงหาของประทานฝ่ายพระวิญญาณแล้ว ก็จงอุตส่าห์กระทำตัวของท่าน ให้สามารถที่จะทำให้คริสตจักรจำเริญขึ้น

14. อย่าอธิษฐานในข้อจำกัดของเรา อย่าตีกรอบพระเจ้า ให้อยู่ในมิติที่ไม่จำกัด

มัทธิว 19:26 พระเยซูทอดพระเนตรดูพวกสาวก และตรัสว่า "ฝ่ายมนุษย์ก็เหลือกำลังที่จะทำได้ แต่พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง"

มาระโก 9:19 พระองค์จึงตรัสแก่คนนั้นว่า "โอ คนในยุคที่ขาดความเชื่อ เราจะต้องอยู่กับเจ้านานเท่าใด เราจะต้องอดทนเพราะเจ้าไปถึงไหน จงพาเด็กนั้นมาหาเราเถิด"

เอเฟซัส 3:20-21

20 ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ กระทำสารพัดมากยิ่งกว่าที่เราจะทูลขอหรือคิดได้ ตามฤทธิ์เดชที่ประกอบกิจอยู่ภายในตัวเรา

21 ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ในคริสตจักร และในพระเยซูคริสต์ตลอดทุกชั่วอายุคนเป็นนิตย์ อาเมน

15. มีท่าทีขอบพระคุณ การขอบพระคุณจะเปิดประตูสู่พระพร

เอเฟซัส 5:20 จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ ในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา

16. ให้มีความคิดที่เปิดออกต่อการอัศจรรย์

มาระโก 16:17 มีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาแปลกๆ

17. แสวงหาสิ่งใหม่ พระเจ้าต้องการให้เราแสวงหาสิ่งใหม่ ให้เราทำสิ่งใหม่

อิสยาห์ 42:9 ดูเถิด สิ่งล่วงแล้วนั้นก็สำเร็จแล้ว และเราก็แจ้งสิ่งใหม่ๆ ก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้น เราก็ได้เล่าให้ฟังแล้ว

อิสยาห์ 48:6 "เจ้าได้ยินแล้ว จงคอยดูสิ่งทั้งปวงนี้ และเจ้าจะไม่แจ้งให้ทราบหรือ ตั้งแต่เวลานี้ไปเราเล่าสิ่งใหม่ให้เจ้าฟัง เป็นสิ่งที่ปิดซ่อนไว้ซึ่งเจ้าไม่รู้

18. ให้เราเข้าสู่ความสบาย ง่าย ๆ แช่ตัวอยู่ในมิติฝ่ายวิญญาณ ใช้เวลาในการแช่ตัวกับพระเจ้า หาเวลาส่วนตัว พระเจ้าจะเริ่มพูดให้ทิศทางแก่เรา

สดุดี 37:7 จงสงบอยู่ต่อพระเจ้า และเพียรรอคอยพระองค์อยู่อย่าให้ใจของท่านเดือดร้อนเพราะเหตุผู้ที่เจริญตามทางของเขา หรือเพราะเหตุผู้ที่กระทำตามอุบายชั่ว

สดุดี 131:2 แต่ข้าพระองค์ได้สงบและระงับจิตใจของข้าพระองค์อย่างเด็กที่หย่านมแล้วสงบอยู่ที่อกมารดาของตนจิตใจของข้าพระองค์สงบอยู่ภายในข้าพระองค์ เหมือนอย่างเด็กที่หย่านมแล้ว

สดุดี 84:2 วิญญาณของข้าพระองค์ปรารถนาเออ อาลัยหา บริเวณพระนิเวศของพระเจ้า ใจกายของข้าพระองค์ ร้องเพลงด้วยความชื่นบาน ถวายพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์

19. ดำเนินชีวิตในที่เร้นลับ โดยแสวงหาที่จะสงบในพระเจ้า ในที่ที่ไม่มีใครมาดึงความสนใจเราได้

มัทธิว 6:6 ฝ่ายท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในที่ลี้ลับ และพระบิดาของท่านผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน

20. ยืนอยู่ในจุด หรือตำแหน่ง ที่ถูกต้อง คือ เราเป็นผู้ที่มีชัยชนะ มีการเจิม เราได้รับพระพรที่ปลดปล่อยจากพระเจ้ามาให้

1 โครินธ์ 3:10-11

10 โดยพระคุณของพระเจ้าซึ่งได้ทรงโปรดประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้วางรากลงแล้วเหมือนนายช่างผู้ชำนาญ และอีกคนหนึ่งก็มาก่อขึ้น ขอทุกคนจงระวังให้ดีว่าเขาจะก่อขึ้นมาอย่างไร

11 เพราะว่าผู้ใดจะวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์

ลูกา 6:47-48

47 ทุกคนที่มาหาเราและฟังคำของเรา และกระทำตามคำนั้น เราจะแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า เขาเปรียบเหมือนผู้ใด

48 เขาเปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึก เขาขุดลึกลงไปแล้วตั้งรากบนศิลา และเมื่อน้ำมาท่วม กระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่ง แต่ทำให้หวั่นไหวไม่ได้ เพราะได้สร้างไว้มั่นคง

อิสยาห์ 30:18 เพราะฉะนั้น พระเจ้าทรงคอยที่จะทรงพระกรุณาเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงลุกขึ้นเพื่อเมตตาเจ้าเพราะพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความยุติธรรม ผู้ที่คอยท่าพระองค์จะได้รับพระพร

ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ

07 ธันวาคม 2553

Burning Bush พุ่มไม้ไฟลุกโชน





เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมอธิษฐานกับพี่น้องในโซนฝั่งธน ในครั้งนี้เราได้ให้หัวข้อว่า "Burning Bush" พุ่มไม้ไฟลุกโชน

ผมได้แบ่งปันข้อคิดจากประสบการณ์ชีวิตของโมเสส ที่ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า ในพระธรรมอพยพ บทที่ 3: 1-10 มีข้อคิดดังนี้ครับ

1. ทรงเรียกในบริบทชีวิตปกติ (ข้อ 1-3)

พระเจ้ามีแผนการที่ดี และเป็นแผนการที่อยู่ในเวลาที่เหมาะสมที่ พระองค์จะทรงเรียกเรา ถ้าหากพระเจ้าปรารถนาจะเรียกเรา พระองค์สามารถเรียกเราได้ทั้งในเหตุการณ์ที่อัศจรรย์เหนือธรรมชาติ และในเหตุการณ์ทั่ว ๆ ไป ในชีวิตประจำวันของเรา สิ่งสำคัญคือ การทรงเรียกมีมาถึงทุกคนอยู่แล้ว แต่เราตอบสนองการทรงเรียกนั้นหรือไม่ หรือทำเมินเฉย ประสบการณ์ก่อนมารู้จักพระเจ้า พระองค์ทรงฝึกปรือเราและรู็จักเราตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เช่นเดียวกับโมเสสที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเป็นราชโอรสที่อิยิปต์ โมเสสทราบดีว่าท่านเป็นคนยิวไม่ได้ตั้งใจจะอยู่สบายในอียิปต์แต่ต้องยอมทนทุกข์กับชนชาติของท่าน ท่านจึงหลบหนีมาอาศัยที่มีเดียน
โมเสสตั้งชื่อลูกว่า "เกอร์โชม" หมายถึง ข้าพเจ้าเป็นคนต่างด้าวอาศัยอยู่ต่างประเทศ และฝึกฝนในการเลี่ยงสัตว์ที่มีเดียนถึง 40 ปี ดังนั้นเราต้องยอมให้พระเจ้าฝึกฝนเราเพื่อจะเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า

2. ทรงเรียกอย่างเจาะจง (ข้อ 4)

พระเจ้าทรงเรียกชื่อโมเสสอย่างเจาะจง ทำให้เขามั่นใจว่าเป็นการทรงเรียกจากพระเจ้า
พระเจ้ารู้จักเราแต่ละคนเป็นอย่างดีตั้งแต่เรายังไม่รู้จักพระเจ้าด้วยซ้ำไป เพราะพระเจ้าทรงเตรียมชีวิตของเราแต่ละคน มีแผนการอย่างเจาะจงตั้งแต่ก่อนวางรากสร้างโลกแล้ว พระเจ้ามีแผนการที่ดีสำหรับชีวิตของเราอย่างเจาะจง และไม่มีใครแทนที่ใครได้

3. ทรงเรียกด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน (ข้อ 5-10)

พระเจ้าทรงเรียกโมเสสเพื่อมาปลดปล่อยคนอิสราเอลพ้นจากความเป็นทาส ไปสู่ดินแดนแห่งพระสัญญษของพระองค์

3.1 เพื่อเป็นของพระองค์โดยเฉพาะ ( ข้อ 5-6)
ความบริสุทธิ์ไม่เพียงแต่หมายถึงการไม่เกลือกกลั้วกับสิ่งที่ไม่เป็นมลทินเท่านั้น แต่ต้องเป็นการแยกออกเพื่อพระเจ้าโดยเฉพาะด้วย เราจะรู้สึกว่าชีวิต ยังไม่ถูกเติมให้เต็มจนกว่าเราจะพบว่าชีวิตของเรามีเป้าหมายอยู่เพื่อพระองค์

3.2 เพื่อทำแผนการของพระเจ้าให้สำเร็จ (ข้อ 7-10)

พระเจ้ามีแผนการที่ดีสำหรับเราแต่ละคนด้วย เมื่อพระเจ้าทรงเรียก พระองค์จะมอบหมายภารกิจให้แก่เรา เพื่อว่าเราจะทำภารกิจแห่งการทรงเรียกนั้นให้สำเร็จตามแผนการของพระองค์

ขอหนุนใจว่าเมื่อเราได้รับการทรงเรียก เราต้องรักษาชีวิตให้บริสุทธฺ์อยู่เสมอ ในการอธิษฐานเตรียมชีวิตเสมอ อย่าให้ไฟแห่งพระวิญญาณมอดดับไป

เลวีนิติ 6:13 ต้องรักษาให้ไฟติดอยู่บนแท่นเรื่อยไป อย่าให้ดับเป็นอันขาด

คันประทีบเป็นสัญลักษณ์แห่งการทรงสถิตของพระเจ้า เมื่อจุดไฟแล้วต้องรักษาชีวิตของเราอยู่เสมอ และขอให้พระวิญญาณ ทั้ง 7 อยู่ในชีวิตของเราเสมอ

อิสยาห์ 11:2 และพระวิญญาณของพระเจ้าจะอยู่บนท่านนั้น คือวิญญาณแห่งปัญญาและความเข้าใจ วิญญาณแห่งการวินิจฉัยและอานุภาพ วิญญาณแห่งความรู้และความยำเกรงพระเจ้า

.............................



03 ธันวาคม 2553

ทำเนียบพ่อต้นแบบ


สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ในเดือนนี้เป็นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเดือนที่มีความสำคัญสำหรับปวงชนชาวไทย
เป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจของคนไทย เพราะมีวันสำคัญ คือในวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 83 พรรษาขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมใจแห่งความศรัทธาของคนไทยทั้งชาติ

ประโยคสำคัญที่ยังตราตึงหัวใจคนไทยคือ เราจะครอง แผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม " เป็นประโยคที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จขึ้นครองราชย์ในปีพุทธศักราช 2489 ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการไว้ว่าดังนี้ และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาเป็นเวลามากกว่า 60 ปีแล้ว ท่านทรงตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรมอย่างมิเคยเสื่อมคลาย
ในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี จึงถือเป็น "วันพ่อแห่งชาติ" เพื่อให้เราได้ระลึกถึงพระคุณของพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย และเป็นวันที่เราทุกคนได้ระลึกถึงคุณพ่อผู้เป็นผู้นำครอบครัวและเป็นต้นแบบของเราในการดำเนินชีวิตของเรา

สำหรับผมแล้ว คุณพ่อของผมเป็นครูคนแรกของผม ที่สอนสั่งและเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต คุณพ่อของผมเป็นครูโดยชีวิตและอาชีพของท่านมากว่า 40 ปี ก่อนเกษียนอายุราชการ
คำขวัญประจำใจของท่านที่ให้ไว้ในวันเกษียนอายุราชการ คือ “ชีวิตคนเราก็เท่านี้ ทำความดีก่อนจากกัน”
พ่อจึงเป็นต้นแบบของชีวิต!
การเป็นพ่อ ถือเป็นบทบาทหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง อาจกล่าวได้ว่าพ่อเป็นผู้กำหนดอนาคตของครอบครัว อนาคตของสังคม และอนาคตของประเทศชาติเลยทีเดียว เป็นบทบาทที่ยืนอยู่บนความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ในการเลี้ยงดู สร้างชีวิตลูกให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ

มีข้อคิดเรื่องพ่อ ตอนหนึ่งกล่าวว่า หน้าที่ที่สำคัญยิ่งของพ่อก็คือการรับผิดชอบในการเป็นแบบอย่างชีวิตให้แก่ลูก เพื่อลูกจะสามารเลียนแบบความคิด ค่านิยม บุคลิกลักษณะและพฤติกรรมต่าง ๆ ของพ่อในการดำเนินชีวิตได้ เป็นเหมือนการประทับตราแห่งความเหมือนเพื่อสืบทอดให้กับคนรุ่นต่อไป

เช่นเดียวกับที่ชาวสวนรับผิดชอบต่อผลผลิตที่อยู่ในสวนของตนเช่นใด พ่อก็เช่นกัน ย่อมต้องรับผิดชอบต่อบุคลิกภาพและความประพฤติของลูกฉันนั้น

ในวันแม่ที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความ “ความรักตัวแม่” และรวบรวมเรื่องราวของคุณแม่ที่ถูกบันทึกในพระคัมภีร์ เป็นทำเนียบแม่ดีเด่น ในครั้งนี้ขอจัดทำ ทำเนียบพ่อต้นแบบ” พระวจนะของพระเจ้าได้ให้แบบอย่างคุณพ่อที่ดีไว้มากมาย แต่ในครั้งนี้ขอยกตัวอย่างไว้ 3 ท่านดังนี้ครับ
1. พ่อผู้จัดเตรียมอนาคต อับราฮัม (ปฐก.24:1-9)

อับราฮัมมีบุตรคืออิสอัค ท่านได้ดูแลเอาใจใส่เขาอย่างดี อับราฮัมตระหนักดีว่าอิสอัคคือเชื้อสายของท่าน ผู้ที่พระเจ้าจะอวยพรและทำให้พระสัญญาที่พระเจ้าตรัสกับท่านไว้สำเร็จ (ปฐก.7:15) เมื่อชรามากขึ้น อับราฮัมเป็นห่วงถึงอนาคตเรื่องการเลือกคู่ครองของลูก ท่านเกรงว่าการอยู่ในแผ่นดินคานาอัน จะเป็นเหตุให้อิสอัคได้แต่งง่านกับหญิงต่างชาติ กราบไหว้รูปเคารพ ท่านจึงให้คนใช้ที่ท่านไว้วางใจช่วยจัดการหาหญิงชาวฮีบรูซึ่งเป็นชนชาติที่ยำเกรงพระเจ้าให้แก่เขา เพื่ออิสอัคจะมีอนาคตที่ดี โดยดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

พ่อที่ดีย่อมอยากเห็นลูกมีอนาคตที่ดี คำสั่งสอนของพ่อในเรื่องต่างๆ จะช่วยเตรียมชีวิตลูกไปสู่การมีอนาคตที่ดี พระเยซูคริสต์เองก็ทรงเป็นพ่อผู้จัดเตรียมอนาคตที่ดีให้แก่ผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์ พระองค์ทรงมอบคำสอนเพื่อให้เราดำเนินชีวิตอยู่ในน้ำพระทัยของพระองค์ และทรงจัดเตรียมที่สำหรับเราบนสวรรค์ (ยน.14:3) ผู้เชื่อทุกคนจึงสามารถมั่นใจในอนาคตที่ดีเมื่อดำเนินชีวิตติดตามพระองค์

2. พ่อผู้เป็นแบบอย่างชีวิต โยบ (โยบ 1:1-5)
พระวจนะกล่าวว่า โยบเป็นคุณพ่อที่ดี เพราะเป็นแบบอย่างของ คนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม (ข้อ 1) โยบเป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ เป็นบิดาของบุตรชายเจ็ดคน และบุตรหญิงสามคน ทั้งยังมีฝูงสัตว์ และคนรับใช้มากมาย
พระวจนะกล่าวว่าเขา เป็นบุคคลที่มั่งคั่งและใหญ่โตที่สุดในบรรดาชาวตะวันออก (ข้อ 3) สะท้อนถึงการมีลักษณะชีวิตที่ดี พระเจ้าจึงยกชูชีวิตของโยบให้ครอบครองสิ่งใหญ่โต และมีชื่อเสียงดีเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป โยบใช้เวลาในการอบรมบุตรอย่างใกล้ชิด โดยการที่ท่านเองทำเป็นแบบอย่าง และวางมาตรฐานที่ดีงามไว้ในชีวิตของลูก
พ่อที่ดีย่อมเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นได้ พระเยซูคริสต์เองก็ทรงเป็นแบบอย่างแก่เราด้วยชีวิตของพระองค์เอง เพื่อให้เราเลียนแบบจากพระองค์ (อฟ.5:1) และไปสู่ความไพบูลย์ในพระคริสต์

3. พ่อผู้สนับสนุนลูกในทางพระเจ้า ดาวิด (1 พศด.28:9-10)
ดาวิดเป็นคุณพ่อที่รักพระเจ้ามาก วิญญาณความรักพระเจ้าได้ถ่ายทอดถึงซาโลมอนราชโอรสของพระองค์ (1พกษ.3:3) ดาวิดพยายามสนับสนุนซาโลมอนในทางพระเจ้า ไม่เพียงสนับสนุนซาโลมอนให้ รู้จักพระเจ้า ในความประเสริฐของพระองค์ แต่ยังสนับสนุนให้ ปรนนิบัติพระองค์ (ข้อ 9) อีกด้วย
พ่อที่ดีย่อมสนับสนุนลูกให้ดำเนินในความถูกต้องชอบธรรม คือวิถีทางของพระเจ้า พระเยซูคริสต์เอง ผู้เป็นบิดาในฝ่ายวิญญาณของเราก็ทรงสนับสนุนเราให้มีชีวิตกับพระเจ้า รู้จักพระเจ้า และปรนนิบัติพระองค์ โดยทรงมอบพระมหาบัญชาไว้ให้กับผู้เชื่อทุกคนให้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐ (มธ.28:19-20)

คุณพ่อจึงเป็นต้นแบบที่ดีที่ทำให้ลูกเห็นและสนับสนุนลูกในการทำสิ่งที่ดี
ครั้งหนึ่ง จอห์น เวสลีย์ ผู้รับใช้พระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ได้กล่าวไว้บอกว่า ให้เราทำความดีมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ด้วยทุกวิธี ในทุกหนทาง ในทุกที่ ในทุกเวลา กับทุกคน และทำนานที่สุด เท่าที่จะทำได้
ขอหนุนใจทุกท่านเนื่องในเทศกาลวันพ่อแห่งชาติในปีนี้ เราทุกคนขอร่วมเทิดทูนพระคุณของคุณพ่อร่วมกัน และในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการร่วมกันสานสิ่งดีที่พ่อหลวงที่ทรงทำไว้ ด้วยการทำสิ่งดีให้พ่อดู
บทกลอนทำดีเพื่อพ่อบทหนึ่งได้กล่าวว่า
การทำดี ทำถูก นั้นมีค่า
การทำดี ถูกเวลา ค่ามหันต์
การทำดี ถูกคน ผลอนันต์
การทำดี เป็นประจำ นั้นแหละดี
พ่อเป็นต้นแบบที่ดี เราควรเลียนแบบ และควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไปให้ลูกหลานของเราต่อไป...

(ลงข่าวคริสตชน วันที่ 3 ธ.ค.2010)

02 ธันวาคม 2553

ความเป็นมาของวันพ่อแห่งชาติ


ความเป็นมาของวันพ่อแห่งชาติ
(แหล่งข้อมูลจาก http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=109&post_id=37652)


วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523
โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริเริ่ม

หลักการและเหตุผลในการจัดตั้ง วันพ่อแห่งชาติ

โดยที่พ่อเป็นผู้มีพระคุณมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและ สังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสมควรที่สังคมจะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น “วันพ่อแห่งชาติ” ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาว ไทยอย่างนานัปการ ทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดาทรงรักใคร่และห่วงใยตั้งแต่พระ เยาว์จนถึงปัจจุบันรวมทั้งพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดา มาตุ เรืออากาศเอกวีรยุทธ ดิษยศริน พระสวามีในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์วลัยลักษณ์และพระเจ้าหลาน เธอทุกพระองค์ ต่างซาบซึ้งและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น “พ่อ” ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรวงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้ ดังบทร้อยกรองเทิดพระเกียรติว่า


“อันราชาเลี้ยงรักษาซึ่งทวยราษฎร์ ประดุจเป็นปิตุราชอยู่ทุกเมื่อ

ควรที่บุตรสุดรักจักจุนเจือ พระคุณนั้นให้อะเคื้อด้วยภักดี"


และอีกบทหนึ่งเทิดพระเกียรติว่า

“ทุกบุปผามาลัยคือใจราษฎร์ ภักดีบาทองค์บพิตรเป็นนิจสิน
พระคือบิดาข้าแผ่นดิน ร่วมร้อยรินมาลัยถวายพระพร
ลุ 5 ธันวามหาราช “วันพ่อแห่งชาติ” คือองค์อดิเรก
พระเปี่ยมล้นด้วยเมตตาเอื้ออาทร พสกนิกรเป็นสุขทุกคืนวัน”



ซึ่งนอกจากพระองค์จะเป็นพระราชบิดาของ พระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงทะนุบำรุงพระราชโอรสธิดาด้วยความรัก และทรงอบรมอนุศาสน์ให้ทรงเจริญวัยสมบูรณ์ และทรงบำเพ็ญคุณานุประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทแล้ว พระองค์ยังทรงพระมหากรุณาทะนุบำรุงจัดทุกข์ผดุงสุขพสกนิกรถ้วนหน้า

พระองค์ทรงเป็น
“พ่อแห่งชาติ” ที่อาณาประชาราษฎร์เทิดทูนด้วยความจงรักภักดี สำนักในพระมหากรุณาธิคุณ และยึดมั่นในการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการทะนุบำรุงชาติบ้านเมืองให้ วัฒนาถาวรสืบไป

ดอกพุทธรักษา สัญลักษณ์วันพ่อแห่งชาติ


คณะกรรมการจัดงานวันพ่อแห่งชาติได้ กำหนดให้ดอกพุทธรักษาดอกไม้ที่มีนามเป็นมงคลนี้เป็นสัญลักษณ์

วัตถุประสงค์ของการจัดวันพ่อแห่ง ชาติ

1. เพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2. เพื่อเทิดทูนพระคุณของพ่อ และยกย่องบทบาทของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม
3. เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูต่อพ่อ
4. เพื่อให้ผู้เป็นพ่อได้สำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน

กิจกรรมที่ควรปฎิบัติในวันพ่อแห่งชาติ
1. ประดับธงชาติที่อาคารบ้านเรือน
2. จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญประโยชน์หรือทำบุญใส่บาตร เพื่ออุทิศส่วนกุศลและระลึกถึงพระคุณพ่อ
3. จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมยกย่องผู้ที่ สมควร ได้รับการยกย่องว่าเป็นพ่อ ตัวอย่าง

สำหรับคุณสมบัติของพ่อตัวอย่าง คณะกรรมการได้กำหนดไว้ดังนี้
1. มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป
2. ส่งเสริมการศึกษาแกบุตรและธิดา
3. นับถือศาสนาโดยเคร่งครัด
4. งดเว้นอบายมุขทุกชนิด
5. อุทิศตนเพื่อประโยชน์ต่อประชาชน
6. มีภรรยาเพียงคนเดียว

วันที่ 5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดช และเป็นวันพ่อแห่งชาติแล้ว ยังถือว่าว่าวันนี้ เป็น
“วันชาติของไทย” อีกด้วย

22 พฤศจิกายน 2553

“ได้เวลาตื่นตระหนัก”

(ลงข่าวคริสตชนวันที่ 23 พ.ย. 2010) (ลงในบทความของ web.cbnsiam)
คริสตจักรที่ดำเนินชีวิตในยุคสุดท้าย
ตอนที่ 1 ได้เวลาตื่นตระหนัก
ผมได้เฝ้าสังเกตเหตุการณ์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเกิดภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหวหรือการกันดารอาหารในที่ต่างๆทั่วโลกนี้ ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีปรากฏการณ์แบบนี้ นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้เราคริสตชนคนของพระเจ้าต้องตื่นขึ้นจากการหลับไหลในฝ่ายวิญญาณ
ได้เวลาตื่นตระหนักแล้ว!”
คนในโลกนี้เริ่มตื่นตระหนก ตกใจกลัวในภัยพิบัติต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าตกใจกลัว หากเราไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร แต่คนของพระเจ้าที่เข้าใจวาระเวลาของพระเจ้า จะไม่ตื่นตระหนกแต่ตระหนักและเข้าใจในสิ่งที่พระเจ้าทำและเตรียมชีวิตให้พร้อม เพื่อรอคอยการเสด็จกลับมาของพรเยซูคริสต์
ผมได้มีโอกาสศึกษาพระวจนะของพระเจ้าในเรื่องคริสตจักรในยุคสุดท้ายและได้เริ่มต้นเขียน
บทความเพื่อหนุนใจพี่น้องให้เป็นคริสตจักรที่ดำเนินชีวิตในยุคสุดท้ายร่วมกัน ครั้งนี้เป็นบทความแรกและต่อไปจะเขียนต่อไปเพื่อหนุนใจกันและกัน ขอยกข้อความจากจดหมาย 1 เธสะโลนิกา มาแบ่งปันแล้วกัน
อัครทูตเปาโลก็ได้เขียนจดหมายหนุนใจคริสตจักรต่างๆ เพื่อเตือนใจให้ตระหนัก ในการดำเนินชีวิตในยุคสุดท้าย ดังเช่นจดหมายฝากไปถึงเมืองเธสะโลนิกา
1 ธส.5:1-11
1 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เรื่องวันและเวลาที่ทรงกำหนดไว้นั้น ไม่จำเป็นจะต้องเขียนบอกให้ท่านรู้
2
เพราะท่านเองก็รู้ดีแล้วว่า วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า จะมาเหมือนอย่างขโมยที่มาในเวลากลางคืน
3
เมื่อเขาพูดว่า "สงบสุขและปลอดภัยแล้ว" เมื่อนั้นแหละความพินาศก็จะมาถึงเขาทันที เหมือนกับ
ความเจ็บปวดมาถึงหญิงที่มีครรภ์
เขาจะหนีก็ไม่พ้น

4
แต่พี่น้องทั้งหลาย ท่านไม่ได้อยู่ในความมืดแล้ว วันนั้นจะมาถึงท่านอย่างขโมยมา
5
ท่านเป็นบุตรของความสว่าง และเป็นบุตรของกลางวัน เราทั้งหลายไม่ได้เป็นของกลางคืนหรือของ
ความมืด

6
เหตุฉะนั้นเราอย่าหลับเหมือนอย่างคนอื่น แต่ให้เราเฝ้าระวังและไม่เมามาย
7
เพราะว่าคนนอนหลับก็ย่อมหลับในเวลากลางคืน และคนเมาก็ย่อมเมาในเวลากลางคืน
8
แต่เมื่อเราเป็นของกลางวันแล้วก็อย่าให้เราเมามาย จงสวมความเชื่อกับความรักเป็นเกราะป้องกันอก
และสวมความหวังที่จะได้ความรอดเป็นหมวกเหล็ก

9
เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงกำหนดเราไว้สำหรับพระอาชญา แต่สำหรับให้เข้าสู่ความรอด โดยพระเยซู
คริสตเจ้าของเรา

10
ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เพื่อว่าถึงเราจะตื่นอยู่หรือจะหลับ เราจะได้มีชีวิตกับพระองค์
11
เหตุฉะนั้นจงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น ตามอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่นั้น
เหตุผลที่เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมสู่ยุคสุดท้าย : พระเยซูคริสต์จะมาแน่
ถ้าไม่พร้อม ความพินาศจะเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
1 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เรื่องวันและเวลาที่ทรงกำหนดไว้นั้น ไม่จำเป็นจะต้องเขียนบอกให้ท่านรู้
2 เพราะท่านเองก็รู้ดีแล้วว่า วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า จะมาเหมือนอย่างขโมยที่มาในเวลากลางคืน
3 เมื่อเขาพูดว่า "สงบสุขและปลอดภัยแล้ว" เมื่อนั้นแหละความพินาศก็จะมาถึงเขาทันที เหมือนกับความ
เจ็บปวดมาถึงหญิงที่มีครรภ์
เขาจะหนีก็ไม่พ้น

พระวจนะของพระเจ้าได้เตือนใจให้คนของพระเจ้าเตรียมชีวิตให้พร้อม หากไม่พร้อมจะเกิคความพินาศในชีวิต
ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์กรณี สึนามิธรณีพิบัติภัย ที่เกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันทางภาคใต้ของประเทศไทย ในปี 2004 มีผู้สียชีวิตจำนวนมาก
สาเหตุหนึ่ง ที่เป็นความผิดพลาดคือระบบเตือนภัย เพราะการคิดว่า"สงบสุขและปลอดภัยแล้ว" นี่แหละทำให้เกิดการประมาทไม่ระมัดระวังตัว ความพินาศจึงเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
ขอให้บทเรียนจากเหตุการณ์นี้จะเป็นสัญญาณเตือนการดำเนินชีวิตของคริสตชนด้วยเช่นกัน
พระคัมภีร์บอกให้เราอย่างชัดเจนว่าพระคริสต์จะเสด็จกลับมาครั้งที่ 2 อย่างแน่นอน ในการมาของพระองค์เพื่อรับผู้เชื่อให้ไปอยู่กับพระองค์บนสวรรค์ คริสตจักรจึงเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์
ที่ต้องดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ เพื่อเข้าสู่งานสมรสศักดิ์สิทธิ์
วิวรณ์ 19: 7 ขอให้เราทั้งหลายร่าเริงยินดีและเต้นโลดถวายพระเกียรติแด่พระองค์ เพราะถึงเวลามงคลสมรสของพระเมษโปดกแล้ว และเจ้าสาวของพระองค์ได้เตรียมพร้อมแล้ว"
ดังนั้นผู้เชื่อที่อยู่ในโลกนี้ไม่ได้แต่งงานก็ไม่ต้องเสียใจอย่างไงก็ได้แต่งงาน สุภาพสตรีทั้งหลายอย่างไรก็จะได้เป็นเจ้าสาว แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเจ้าสาวของใครแต่ได้เป็นเจ้าสาวของคริสต์ก็ดีกว่าเป็นไหนๆ
สุภาพบุรุษเช่นกันแม้อยู่ในโลกจะไม่ได้เป็นเจ้าบ่าวแต่วาระสุดท้ายของโลกจะได้เป็นเจ้าสาวแทน
การเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์หมายถึงการเตรียมชีวิตให้พร้อม พระเยซูได้ตรัสถึงการที่พระองค์จะเสด็จมาครั้งที่ 2 ว่า พระองค์จะเสด็จมาด้วยสง่าราศีของพระเจ้า ไม่ใช่เป็นการเสด็จมาไถ่บาปให้มนุษย์อีก แต่เป็นการเสด็จมาเพื่อรับผู้ที่เชื่อที่รักษาชีวิตให้พร้อมและเหมาะสมกับที่จะเป็นเจ้าสาวของพระองค์ไปอยู่ด้วย
มธ.24:44 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา
ลก.12:40 ท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมด้วย เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา"
อัครทูตเปาโลได้กล่าวเตือนผู้เชื่อในเมืองเธสะโลนิกา ให้ดำเนินชีวิตพร้อมอยู่เสมอเพราะพระเยซูคริสต์จะเสด็จมาแน่นอน
1 ธส.4:16 ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาจากสวรรค์ ด้วยพระดำรัสสั่ง ด้วยสำเนียงเรียกของเทพบดีและด้วยเสียงแตรของพระเจ้า และคนทั้งปวงในพระคริสต์ที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาก่อน
การเตรียมตัวเพื่อรอรับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ในวาระสุดท้าย คริสเตียนทุกคนจะต้องเตรียมตัวเองทุกคน
การเตรียมตัวจะทำให้เราได้ประโยชน์และไม่พลาดเมื่อพระเยซูเสด็จมา แต่ถ้าเราไม่มีความพร้อมในการรอรับการเสด็จมาของพระเยซูเราอาจจะพลาดเป็นเหมือนหญิงโง่ 5 คนที่ไม่ได้เตรียมน้ำมันในตะเกียงของตนเองให้เพียงพอ ทำให้ไม่มีความพร้อมจึงไม่สามารถเข้าร่วมงานสมรส (มธ.25:1-13)
การเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอจึงมีความสำคัญและจำเป็น หากเราเตรียมตัวของเราให้พร้อมเราจะเป็นเหมือนหญิงที่มีปัญญา เธอทั้ง 5 ได้ถูกรับเข้าไปในงานเลี้ยงสมรสของเจ้าบ่าว เป็นการเข้าไปร่วมงานอย่างภาคภูมิใจไม่มีกำหนดล่วงหน้า
การเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ในครั้งที่ 2 จะเป็นการเสด็จกลับมาโดยบอกล่วงหน้า ไม่มีใครรู้วันเวลา ไม่รู้ว่าพระองค์จะมาเมื่อไหร่
คริสเตียนจึงจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะไม่มีใครรู้ว่า วันเวลาที่ พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาเป็นเวลาใด เมื่อไหร่ การเตรียมตัวให้พร้อมจะทำให้เราเป็นคนหนึ่งที่ถูกรับไปอยู่กับพระองค์
หากเราไม่เตรียมตัวเราจะกลายเป็นคนที่เสียใจที่สุดได้ เพราะเมื่อเราไปร้องเรียกให้พระเจ้าเปิดประตู เราอาจเป็นเหมือนหญิงที่โง่ 5 คน ถูกปฏิเสธจากพระเจ้าเพราะไม่เตรียมพร้อม

การเตรียมตัวให้พร้อมต้องทำอย่างไรบ้าง
1. ตระหนักว่าพระคริสต์จะเสด็จกลับมา
พระคัมภีร์บอกให้เรารู้ถึงการจะเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ไว้หลายครั้ง ดังนั้น ทำให้เราเชื่อได้และควรมีการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรอรับการเสด็จกลับมาของพระองค์
ในฐานะผู้เชื่อเราควรตระหนักเสมอว่า การเสด็จกลับมาของพระเยซูเป็นความจริง เพราะพระเยซูทรงตรัสถึงการจะเสด็จมาของพระองค์เอง
มธ.16:27 เหตุว่าเมื่อบุตรมนุษย์จะเสด็จมาด้วยพระสิริแห่งพระบิดา และพร้อมด้วยทูตสวรรค์ของพระองค์ เมื่อนั้นจะประทานบำเหน็จให้ทุกคนตามการกระทำของตน
มธ.16:28 เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ในพวกท่านที่ยืนอยู่ที่นี่ มีบางคนที่ยังจะไม่รู้รสความตาย จนกว่าจะได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาด้วยราชอำนาจของพระองค์ท่าน"
ลก.2:40 ท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมด้วย เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา"
สังเกตสิ่งที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา อุปมาเรื่องต้นมะเดื่อ สอนให้เราได้เฝ้าระวังชีวิตให้พร้อมเสมอ
มัทธิว 24:32-36
32 "จงเรียนคำเปรียบเรื่องต้นมะเดื่อ เมื่อแตกกิ่งแตกใบ ท่านก็รู้ว่าฤดูร้อนใกล้จะถึงแล้ว
33 เช่นนั้นแหละ เมื่อท่านทั้งหลายเห็นบรรดาสิ่งเหล่านั้นก็ให้รู้ว่า พระองค์เสด็จมาใกล้จะถึงประตูแล้ว
34 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนในชั่วอายุนี้จะไม่ล่วงลับไปก่อนสิ่งทั้งปวงนั้นบังเกิดขึ้น
35 ฟ้าและดินจะล่วงไป แต่ถ้อยคำของเราจะสูญหายไปหามิได้เลย
36 "แต่วันนั้น โมงนั้น ไม่มีใครรู้ ถึงบรรดาทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาองค์เดียว
ฤดูกาลที่เปลี่ยนไปแต่ใจไม่เปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้ แต่ใจไม่เปลี่ยนแปลง

2. เฝ้าระวังชีวิตอยู่เสมอ (6-7)
6. เหตุฉะนั้นเราอย่าหลับเหมือนอย่างคนอื่น แต่ให้เราเฝ้าระวังและไม่เมามาย
7.
เพราะว่าคนนอนหลับก็ย่อมหลับในเวลากลางคืน และคนเมาก็ย่อมเมาในเวลากลางคืน

อัครทูตเปาโลได้เตือนชาวเธสะโลนิกาถึงการเตรียมตัวให้พร้อม และให้เฝ้าระวัง เพราะวันเวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาไม่มีใครรู้ อย่าหลงระเริง เอาแต่เมามายจนเสียคน
คนเมา จะมีอาการฟั่นเฟือนเพราะฤทธิ์ของเหล้า ฤทธิ์ยา การเมายังก่อให้เกิดผลเสียต่อชีวิตของคนคนนั้น เพราะเขาจะไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เขาไม่สามารถทำสิ่งที่ดีได้ ขาดสติสัมปชัญญะ ขาดความยับยั้งชั่งใจ ขาดความหยั่งคิด ขาดความรอบคอบ ส่งผลร้ายตามมาในที่สุด
การอยู่ในสภาพการขาดความหยั่งคิด ขาดการควบคุมตันเอง ทำให้ชีวิตมีโอกาสดำเนินอยู่ในความมืด ความบาป ไม่ถูกต้องต่อพระเจ้า คนเมา ส่วนใหญ่เขาจะดื่มเหล้ากันในเวลากลางคืน เมื่อดื่มจนเมา เขาจะกระทำในสิ่งที่ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรม โดยเฉพาะจริยธรรมของพระเจ้า เช่น ทะเลาะวิวาท ทำร้ายผู้อื่น ฆ่าคน ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินทั้งของตนเองและของผู้อื่น
พระคัมภีร์เตือนคนเมาว่า เป็นคนที่มีลักษณะชีวิตที่ยังอยู่ในความบาป มีชีวิตอยู่ในความอธรรม ไม่ดำเนินชีวิตตามหลักการพระวจนะพระเจ้า และชีวิตมีโอกาสหล่นไปจากพระคุณของพระเจ้า และเมื่อถึงวันสุดท้ายเขาจะปฏิเสธพระเจ้าได้ง่ายๆ
กท.5:21 การอิจฉากัน การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่นๆ ในทำนองนี้อีกเหมือนที่ข้าพเจ้าได้เตือนท่าน มาก่อน บัดนี้ข้าพเจ้าขอเตือนท่านเหมือนกับที่เคยเตือนมาแล้วว่า คนที่ประพฤติเช่นนั้นจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า
อฟ.5:18 และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ
การควบคุมตนเองไม่ได้จะทำให้อยู่ภายใต้ระบบโลก
ระบบโลก มีความแตกต่างจากระบบของพระเจ้า มีการแข่งขันสูง มีการชิงดีชิงเด่น การเอาเปรียบ การรักตนเองมากกว่ารักพระเจ้า การรักวัตถุสิ่งของมากกว่ารักพระเจ้า ซึ่งมีอันตรายต่อจิตวิญญาณของผู้เชื่อทุกคน
ระบบของโลก มีความหมายโดยรวมถึง ค่านิยม ปรัชญา ความคิดของโลกที่ไม่สอดคล้องกับพระวจนะพระเจ้า การรับสิ่งของ เงินทอง การรักวัตถุมากกว่ารักพระเจ้า รักความสะดวกสบาย รักสนุกอย่างโลก ลุ่มหลงในเทพนิยาย ชอบฟังเรื่องไร้สาระ ไม่สนใจในศีลธรรม จริยธรรม เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ยำเกรงพระเจ้า ไม่คำนึงถึงการพิพากษาของพระเจ้า สุดท้ายคือไม่สนใจพระเจ้าเลย
ระบบของโลกทวีความรุนแรงมากขึ้น และหลายอย่างที่เกิดขึ้นในระบบโลกมีความคลายกับวิธีการของพระเจ้า เช่น มีการอัศจรรย์เหมือนกับการอัศจรรย์ของพระเจ้า และมีการประกาศพระคริสต์เทียมเท็จ
หากเราไม่มีชีวิตที่เตรียมพร้อมและมีความเข้าใจในวิธีการ แผนการของพระเจ้า เราจะไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่มาจากพระเจ้ากับสิ่งที่มาจากระบบโลกได้ เพราะระบบของโลกโดยส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลมาจากมาร เพื่อล่อลวงผู้เชื่อให้หลงไป
บางคนไม่ตระหนักในเรื่องชีวิตฝ่ายวิญญาณเอาแต่สนใจในระบบของโลกนี้ มักจะมัวแต่ยุ่งกับโลกนี้อยู่ ใช้คำว่า
"BUSY" ยุ่งกับงานอยู่ สาลวะวันกับการหาเงิน โปรดระวังจะถูกควบคุมและครอบงำจากมาร เพราะคำว่า "BUSY" คือ (Being Under Satan York)
ดังนั้นต้องเฝ้าระวังและอธิษฐานเสมอเพื่อจะไม่ถูกทดลองและพ้นจากมารร้าย 

มัทธิว 26:41 ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทดลอง จิตใจพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง"
1 ยน.2:15 อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าผู้ใดรักโลก ความรักต่อพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น
ฟป.3:19 ปลายทางของคนเหล่านั้นคือความพินาศ พระของเขาคือกระเพาะ เขายกความที่น่าอับอายของเขาขึ้นมาโอ้อวด เขาสนใจในวัตถุทางโลก
ความพินาศ เป็นการพินาศทั้งฝ่ายร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ เพราะจะถูกพิพากษาจากพระเจ้าในที่สุด

1 ธส.5:3 เมื่อเขาพูดว่า "สงบสุขและปลอดภัยแล้ว" เมื่อนั้นแหละความพินาศก็จะมาถึงเขาทันที เหมือนกับความเจ็บปวดมาถึงหญิงที่มีครรภ์ เขาจะหนีก็ไม่พ้น

3. ยึดมั่นในความรัก ความเชื่อ ความหวังในพระเจ้า (8-11)
8 แต่เมื่อเราเป็นของกลางวันแล้วก็อย่าให้เราเมามาย จงสวมความเชื่อกับความรักเป็นเกราะป้องกันอก และสวมความหวังที่จะได้ความรอดเป็นหมวกเหล็ก
9
เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงกำหนดเราไว้สำหรับพระอาชญา แต่สำหรับให้เข้าสู่ความรอด โดยพระเยซูคริสตเจ้าของเรา
10
ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เพื่อว่าถึงเราจะตื่นอยู่หรือจะหลับ เราจะได้มีชีวิตกับพระองค์
11
เหตุฉะนั้นจงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น ตามอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่นั้น
การยึดมั่นในความรัก ความเชื่อ ความหวังในพระเจ้าจะเป็นสิ่งที่คอยช่วยเราให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวังต่อพระเจ้า และปรารถนาจะไปถึงวันสุดท้าย คือได้อยู่กับคริสต์ในสวรรค์สถานปกครองร่วมกับพระองค์
1 คร.13:13 ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
การยึดมั่นในความรัก เป็นการยึดมั่นในความรักของพระเจ้าที่มี ต่อเราจนแสดงออกมาเป็นความเชื่อที่เรามีต่อพระราชกิจแห่งการไถ่ของพระเยซูคริสต์ที่กางเขน และเป็นการรอคอยด้วยความหวังว่าพระองค์จะเสด็จกลับมารับผู้เชื่อ
ความรักทำให้เกิดความเชื่อ และเมื่อมีความเชื่อจึงทำให้เกิดความหวัง หากเรามีความรักต่อพระเจ้า เราจะเชื่อในพระองค์และมีความหวังในพระองค์
นอกจากนี้ต้องหนุนใจกันและกันให้มีความเชื่อ ความรักและหวังใจอยู่เสมอ  

สรุป
ชีวิตคริสเตียนที่ฉลาดจะมีการเตรียมตัวเองให้พร้อมเสมอ เพื่อรอรับการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ อย่ามัวแต่สาละวนสนใจเรื่องของโลกนี้จนเกินไป และไม่ได้ตระหนักเตรียมชีวิต
นอกจากนี้เราต้องตระหนักในบทบาทหน้าที่ของเราในการเป็นตัวแทนของพระเจ้าที่ จะต้องนำพระคุณความรักของพระเจ้าไปถึงคนทั้งหลายในโลกนี้ อย่ามัวหลับไหล ได้เวลาตื่นตระหนักลุกขึ้นมาทำการของพระเจ้าแล้ว
พบกันใหม่ตอนหน้าครับ ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ