10 พฤศจิกายน 2553

แรงบันดาลใจ (Inspiration)

บทความที่ผมเขียนในนิตยสาร online : กล้าดี ของ Asa media
เรื่อง "แรงบันดาลใจ" (Inspiration)
“แรงบันดาลใจ เป็นลมใต้ปีก ส่งให้ทะยานขึ้นไปสู่ปลายฟ้า”
http://mag.asamedia.org/wp-content/plugins/page-flip-image-gallery/popup.php?book_id=3

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ผมได้รับมอบหมายในการเขียนบทความในคอลัมน์ Cover Story
ในครั้งนี้อยากจะกล่าวถึงคำว่า “แรงบันดาลใจ” ในมุมมองที่อยากจะเขียนให้อ่านดังนี้ครับ

แรงบันดาลใจ (Inspiration) หมายถึง พลังอำนาจในตนเองชนิดหนึ่ง ที่ใช้ในการขับเคลื่อนการคิดและ การกระทำใด ๆ ที่พึงประสงค์ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องอาศัยแรงจูงใจ(Motivation)ภายนอกก่อให้เกิด แรงจูงใจขึ้นภายในจิตใจเสียก่อน เพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการคิดและการกระทำในสิ่งที่พึงประสงค์เหมือนเช่นปกติวิสัยของมนุษย์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าสิ่งที่ตนกระทำนั้นจะยากสักเพียงใด ตนก็พร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายสู่ความสำเร็จที่ต้องการให้จงได้ แม้จะต้องเสียสละบางสิ่งของตนเองไปบ้าง ก็พร้อมที่จะเสียสละได้เสมอ ถ้าจะช่วยนำมาซึ่งผลสำเร็จที่ต้องการนั้นได้จริง ๆ

ด้วยเหตุนี้จึงพอจะบ่งชี้ให้เห็นความแตกต่างของที่มาของคำสองคำได้อย่างชัดเจน ระหว่างคำว่า แรงจูงใจ (Motivation) กับคำว่า แรงบันดาลใจ (Inspiration) โดยด้านของแรงจูงใจ (Motivation) ก็คืออำนาจ รับรู้สิ่งเร้าที่เป็นเงื่อนไข อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นตัวบงการให้เกิดพฤติกรรมภายนอกต่อไป

ส่วนแรงบันดาลใจ ก็คืออำนาจอันเกิดจากจิตวิญญาณซึ่งเป็นแก่นแท้ของตนเอง โดยใช้เงื่อนไขภายในจิตใจของตนด้วยตัวเอง ซึ่งเรียกว่าการสำนึกรู้(Conscious) สิ่งนี้เป็นตัวกำหนดการกระทำออกมา คิดดีจึงทำสิ่งดี คิดไม่ดีผลการกระทำจึงออกไม่ไม่ดีตามความคิด เราสามารถรู้จักต้นไม้ โดยดูจากผลของมัน

ดังนั้นความคิดจึงเป็นตัวกำหนดการกระทำ การกระทำกำหนดอุปนิสัย และอุปนิสัยเป็นตัวกำหนดผลปลายทางในชีวิต

"แรงบันดาลใจ" เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแรงบันดาลใจทำให้เรามีแรงขับเคลื่อน แรงบันดาลใจเป็นขุมพลังทั้งในการจุดระเบิดแรกเริ่ม และยังคงเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงประคับประคองให้เราทำสิ่งนั้นจนสำเร็จลุล่วงไปได้
มีสุภาษิตโบราณบทหนึ่งได้กล่าวว่า “เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย”

ทำไมเขาจึงเป็นเช่นนั้น และอะไรที่เป็นแรงที่ขับเคลื่อนที่ทำให้เขาเป็นนั้นได้ คำตอบคือ “แรงบันดาลใจ” เมื่อเขาผู้นั้นได้พบกับบุคคลที่เป็นต้นแบบหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นแรงบันดาลใจที่หนุนใจเขา เขาก็จะมีกำลังขึ้นใหม่ที่ไปได้ไกลกว่าแรงปกติ

“แรงบันดาลใจจึงเป็นลมใต้ปีก ส่งให้ทะยานขึ้นไปสู่ปลายฟ้า”

หลายเหตุการณ์ในชีวิตอาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่หวัง ทำให้รู้สึกท้อถอยและอยากจะเลิกลาได้ อยากหนุนใจว่า ท้อได้แต่อย่าถอย หากจะถอยก็ขอให้ถอยเพื่อตั้งหลัก สู้ต่อไป
แม้จะล้มก็ลุกได้ อย่าล้มเลิก เพราะคนที่ล้มเหลว คือ คนที่ล้มเลิกไปก่อนที่จะเห็นผลของความสำเร็จว่ามีความสุขเพียงใด เมื่อเราได้มาในความยากลำบาก

ขอยกตัวอย่างบุคคลที่ไม่ท้อถอยเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆคนที่กำลังท้อใจอยู่ บุคคลผู้นี้คือ

สร้างความประทับใจไปทั่วโลกของ สตีเฟน พอล จอบส์ (Steven Paul Jobs) ผู้ก่อตั้ง Apple และผู้สร้าง Macintosh (ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/)

สตีฟ จอบส์ กล่าวถึงในเรื่องของ การลากเส้นต่อจุด(Connecting Dot)” ที่บอกเป็นนัยๆว่า สิ่งที่เราทำทุกอย่างนั้นไม่มีสิ่งใดที่สูญเปล่าเพียงแต่เป็นการแต้มจุดต่างๆให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรอที่สักวันหนึ่งมันจะมีเส้นตรงที่จะสามารถเชื่อมต่อจุดเหล่านั้นเข้าด้วยกันได้ทั้งหมด ขอเพียงแต่ให้เราทำในสิ่งที่เราชอบเท่านั้น

ชีวิตของ สตีฟ จอบส์ ซึ่งเขาเรียกมันว่า การลากเส้นต่อจุดเริ่มต้นด้วยการลาออกหลังจากเรียนในมหาวิทยาลัย Reed College ไปได้เพียง 6 เดือน ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย เพราะเขามองไม่เห็นคุณค่าของการเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่สามารถช่วยให้เขาคิดได้ว่า เขาต้องการจะทำอะไรในชีวิต
เขาก็ยอมรับว่า นั่นเป็นชีวิตที่ยากลำบาก อย่างไรก็ตาม หลังจากลาออก เขาสามารถที่จะไปเข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจ และวิชาทั้งหลายที่เขาได้เรียนในช่วงนั้น ซึ่งเขาใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือน โดยเลือกเรียนตามแต่ความสนใจและสัญชาตญาณของเขาจะพาไป ได้กลายมาเป็นความรู้ที่หาค่ามิได้ให้แก่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมา และหนึ่งในนั้นคือ วิชา ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (calligraphy:คอลิกราฟฟี่)
เขายอมรับว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ยังมองไม่ออกเช่นกันว่า จะนำความรู้ที่ได้จากวิชานี้ไปใช้ประโยชน์อะไรได้ในอนาคตของเขา แต่ 10 ปีหลังจากนั้น เมื่อเขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรก วิชานี้ได้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อน และทำให้ Mac กลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ที่มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงาม
ถ้าหากเขาไม่ลาออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็คงจะไม่เคยเข้าไปนั่งเรียนวิชานี้ และ Mac ก็คงไม่อาจจะมีตัวอักษรแบบต่างๆ ที่หลากหลาย หรือ font ที่มีการเรียงพิมพ์ที่ได้สัดส่วนสวยงาม รวมทั้งเครื่องพีซี ซึ่งใช้ Windows ที่ลอกแบบไปจาก Mac อีกต่อหนึ่งก็เช่นกัน คงจะไม่มีตัวอักษรสวยๆ ใช้อย่างที่มีอยู่ในตอนนี้
อย่างไรก็ตาม สตีฟ จอบส์ บอกว่า ในเวลาที่เขาตัดสินใจลาออกนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถ ลากเส้นต่อจุดหรือหยั่งรู้อนาคตได้ว่า วิชาออกแบบและประดิษฐ์ตัวอักษร (calligraphy:คอลิกราฟฟี่) จะกลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ในการออกแบบ Mac เขาเพียงสามารถจะลากเส้นต่อจุดระหว่างวิชาลิปิศิลป์กับการคิดค้นเครื่อง Mac ได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปข้างหลังเท่านั้น
ในเมื่อไม่มีใครที่จะลากเส้นต่อจุดไปในอนาคตได้ คุณจะต้อง ไว้ใจและเชื่อมั่น ว่า จุดทั้งหลายที่คุณได้ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะหาทางลากเส้นต่อเข้าด้วยกันเองในอนาคต ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา โชคชะตา ชีวิต หรือกฎแห่งกรรม ขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่
แต่ สตีฟ จอบส์ ได้รับบทเรียนชีวิตครั้งต่อไปคือ ความรักและการสูญเสีย เมื่ออายุเพียง 20 ปี เมื่อเขาเริ่มก่อตั้ง Apple กับเพื่อนที่โรงรถของพ่อ เพียง 10 ปีให้หลัง Apple เติบโตจากคนเพียง 2 คนกลายเป็นบริษัทใหญ่โตที่มีมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์และพนักงานมากกว่า 4,000 คน
แต่หลังจากที่เขาเพิ่งเปิดตัว Macintosh ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดของเขา ได้เพียงปีเดียว สตีฟ จอบส์ ก็ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งเองกับมือ เมื่ออายุเพียงแค่ 30 ปี หลังจากเขาทะเลาะถึงขั้นแตกหักกับนักบริหารมืออาชีพ ที่เขาเองเป็นผู้ว่าจ้างให้มาบริหาร Apple และกรรมการบริษัทกลับเข้าข้างผู้บริหารคนนั้น
ข่าวการถูกไล่ออกของเขาเป็นข่าวที่ใหญ่มาก และเช่นเดียวกัน มันเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา สตีฟ จอบส์ กล่าวว่า เขาได้สูญเสียสิ่งที่เขาได้ทำมาตลอดชีวิตไปในพริบตา และเขารู้สึกเหมือนตัวเองพังทลาย เขาไม่รู้จะทำอะไรอยู่หลายเดือน และถึงกับคิดจะหนีออกจากวงการคอมพิวเตอร์ไปชั่วชีวิต
แต่ความรู้สึกอย่างหนึ่งกลับค่อยๆ สว่างขึ้นข้างในตัวเขา และเขาก็พบว่า เขายังคงรักในสิ่งที่เขาทำมาแล้ว ความล้มเหลวที่ Apple มิอาจเปลี่ยนแปลงความรักที่เขามีต่อสิ่งที่ได้ทำมาแล้วแม้เพียงน้อยนิด
ด้วยความรักในงานที่ทำเป็นแรงบันดาลใจ เขาจึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งต่อมาเขาพบว่า การถูกอัปเปหิจาก Apple กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเขา และช่วยปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ จนสามารถเข้าสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดในชีวิตของเขา
ปัญหาและอุปสรรค จึงกลายเป็นอุกรณ์ที่เขาก้าวข้ามไปสู่จุดหมาย
ช่วง 5 ปีหลังจากนั้น สตีฟ จอบส์ ได้เริ่มตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และ Pixar และพบรักกับ Laurence ซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขา Pixar ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ Toy Story และขณะนี้เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
ส่วน Apple กลับมาซื้อ NeXT ซึ่งทำให้ สตีฟ จอบส์ ได้กลับคืนสู่ Apple อีกครั้ง และเทคโนโลยีที่เขาได้คิดค้นขึ้นที่ NeXT ได้กลายมาเป็นหัวใจของยุคฟื้นฟูของ Apple
สตีฟ จอบส์ กล่าวว่า “ความล้มเหลวเป็นยาขมแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ เมื่อชีวิตเล่นตลกกับคุณ จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรัก เขาเชื่อว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เขาลุกขึ้นได้ในครั้งนั้น คือเขารักในสิ่งที่เขาทำ ดังนั้นคุณจะต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้คุณเกิดความพึงพอใจอย่างแท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่คุณจะทำให้คุณสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ก็คือ คุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบ และคุณจะรู้ได้เองเมื่อคุณได้ค้นพบสิ่งที่คุณรักแล้ว”
สตีฟ จอบส์ กล่าวว่า “วิธีคิดว่าคนเราอาจจะตายวันตายพรุ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมา ซึ่งได้ช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ในชีวิตได้ เพราะเมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้า แทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนอื่น ชื่อเสียงเกียรติยศ ความกลัวที่จะต้องอับอายขายหน้าหรือล้มเหลว จะหมดความหมายไปสิ้น เหลือไว้ก็แต่เพียงสิ่งที่มีคุณค่าความหมายและความสำคัญที่แท้จริงเท่านั้น”

เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นกับเขาอีกครั้ง เมื่อเขาได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่ได้ และจะตายภายในเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน แพทย์ถึงกับบอกให้เขากลับไปสั่งเสียครอบครัวซึ่งเท่ากับเตรียมตัวตาย
แต่แล้วในเย็นวันเดียวกัน เมื่อแพทย์ได้ใช้กล้องสอดเข้าไปตัดชิ้นเนื้อที่ตับอ่อนของเขาออกมาตรวจอย่างละเอียด ก็กลับพบว่า มะเร็งตับอ่อนที่เขาเป็นนั้นแม้จะเป็นชนิดที่พบได้ยากก็จริง แต่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด และเขาก็ได้รับการผ่าตัดและหายดีแล้ว
นั่นเป็นการเข้าใกล้ความตายมากที่สุดเท่าที่เขาเคยเผชิญมา เขาเห็นว่า ความตายคือประดิษฐกรรมที่ดีที่สุดของ ชีวิตความตายคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ความตายกวาดล้างสิ่งเก่าๆ ให้หมดไปเพื่อเปิดทางให้แก่สิ่งใหม่ๆ

ดังนั้นเขาบอกว่า “เวลาของคุณจึงมีจำกัด และอย่ายอมเสียเวลามีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น จงอย่ามีชีวิตอยู่ด้วยผลจากความคิดของคนอื่น และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆ มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องมีความกล้าที่จะก้าวไปตามที่หัวใจคุณปรารถนาและสัญชาตญาณของคุณจะพาไป เพราะหัวใจและสัญชาตญาณของคุณรู้ดีว่า คุณต้องการจะเป็นอะไร”

ครั้งหนึ่ง สตีฟ จอบส์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Stanford เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ปี 2005 ที่ผ่านมา ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้แก่บัณฑิตจบใหม่ในวันนั้น แต่ยังรวมไปถึงโลกของคอมพิวเตอร์ และยังคงได้รับการชื่นชมและกล่าวขวัญไปทั่วโลกจนถึงวันนี้ว่า จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอซึ่งเป็นสิ่งที่เขาหวังจะเป็นเช่นนั้นเสมอมา แรงบันดาลใจนั้นามาจากวลีที่อยู่ใต้ภาพบนปกหลังของวารสารฉบับสุดท้ายของวารสารเล่มหนึ่งที่เลิกผลิตไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเขาเปรียบวารสารดังกล่าวเป็น Google บนแผ่นกระดาษ และเป็นประดุจคัมภีร์ของคนรุ่นเขา วารสารดังกล่าวมีชื่อว่า The Whole Earth Catalog จัดทำโดย Stewart Brand

วารสารนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้เขา เรียนรู้อยู่เสมอแม้ความรู้นอกรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาการงานของเขาอยู่เสมอ
ไม่แน่นะวารสารกล้าดี ก็อาจจะเปลี่ยนชีวิตของคุณให้ กล้า ที่จะทำสิ่งดี!!!

นั่นเป็นแรงบันดาลใจที่ผู้ชายคนหนึ่งได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักและมีความสุขกับงานที่ทำจนทำให้ประสบความสำเร็จ
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ได้กล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญยิ่งกว่าความรู้" ( Imagination is more important than Knowledge)
ในบางครั้งจินตนาการก็เป็นแรงบันดาลใจที่ไปไกลมากกว่าความรู้ที่อยู่ในสมอง
ใครจะไปคิดละครับว่า การ์ตูนเรื่องหนึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ชาวญี่ปุ่นได้ก้าวเดินตามความฝัน การ์ตูนเรื่องนั้นคือ “กัปตันซึบาสะ”

กัปตันซึบาสะ (Captain Tsubasa) เป็น เรื่องราวของเด็กชายโอโซระ ซึบาสะ ซึ่งได้รับการสอนฟุตบอลจากอดีตนักฟุตบอลทีมชาติบราซิล เชื้อสายญี่ปุ่นชื่อโรแบร์โต ฮอนโก และร่วมทีมนันคัตสึเพื่อเข้าชิงชัยฟุตบอล แห่งชาติ และนำทีมชาติญี่ปุ่นไปสู่ฟุตบอลโลก

หนังสือการ์ตูนเรื่องกัปตันซึบาสะ ปัจจุบันได้มีทั้งหมด 4 ภาค โดยภาคแรกออกมาในช่วง ปี พ.. 2524-31 มีจำนวน 37 เล่ม, ภาคเยาวชนโลก ออกมาในช่วง 2537-40 มีจำนวน 18 เล่ม, ภาค Road to 2002 ออกมาในช่วง 2544-47 มีจำนวน 15 เล่ม, และ ภาค Golden 23 ออกมาตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน
ชื่อของ โอโซระ ซึบาสะ ในภาษาญี่ป่น มีความหมาย คือ โอโซระ แปลว่า “ท้องฟ้ากว้าง” ซึบาสะ แปลว่า “ปีก” ความหมายของ ชื่อ-นามสกุล จึงเป็น ปีกที่บินไปบนฟ้ากว้าง และแรงบันดาลใจจึงเป็นลมใต้ปีก ส่งให้ทะยานขึ้นไปสู่ปลายฟ้า

ทีมฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่น พัฒนา ฝีเท้าฟุตบอลได้ไวมาก ส่วนหนึ่งเพราะแรงบันดาลใจ ที่จะ ริเริ่ม สร้างฝันก่อน โดย สร้างบนกระดาษ และทำให้เกิดขึ้นเป็นจริงด้วยการพัฒนาขึ้นเป็นระบบเริ่มจากฟุตบอลลีกท้องถิ่น ที่ชื่อว่า “J-League

โดยก่อตั้งเริ่มแรกตั้งปี ค.. 1994 ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก เนื่องจากกีฬาฟุตบอลเป็นที่สนใจรองจากกีฬาเบสบอลและซูโม แต่ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างเอาจริงเอาจัง ทำให้กีฬาฟุตบอลกลายเป็นกีฬายอดนิยมอันดับที่ 1 ในปัจจุบัน มียอดจำนวนผู้เข้าชมแต่ละนัดหลายหมื่นคนในแต่ละสนาม


และสิ่งที่สำคัญคือ ทีมฟุตบอลญี่ปุ่นได้พัฒนาจากทีมระดับท้ายแถวในเอเชีย เมื่อสมัยเด็กๆ ผมจำได้ว่า ทีมชาติไทยเราเอาชนะญี่ปุ่นได้แบบขาดลอย
เมื่อการ์ตูนเรื่องกัปตันซึบาสะ ออกมาฉายทางโทรทัศน์บ้านเรา ก็อดหัวเราะไม่ได้ว่า ฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นจะได้เข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก
แต่ในปัจจุบันทีมชาติญี่ปุ่นได้เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกถึง 4 สมัยติดต่อกัน คือ ในปี ค..1998,2002,2006 และครั้งล่าสุดในปี 2010
นอกจากนี้ประเทศญี่ปุ่นยังได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2002 จัดร่วมกับประเทศเกาหลีใต้ และทีมฟุตบอลประเทศญี่ปุ่นได้ก้าวขึ้นมาเป็นหมายเลข 1 ในเอเชียได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
การ์ตูนเรื่องกัปตันซึบาสะจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆญี่ปุ่น อยากจะเล่นฟุตบอลให้เก่งและได้ป็นนักฟุตบอลอาชีพไปค้าแข้งในต่างประเทศ และติดทีมชาติไปแข่งขันฟุตบอลโลก
สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ฝันเพราะมันเป็นจริงแล้ว !
ในวันนี้เรื่องราวของสตีฟ จอบส์ผู้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และหนังการ์ตูนเรื่องกัปตันซึบาสะ จินตนาการที่สร้างบนกระดาษ และทำให้สำเร็จได้ด้วยการมุ่งมั่นทำอย่างต่อเนื่องจะเป็นกำลังใจให้คุณ

ทำในสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของคุณให้สำเร็จ
ในวันนี้สิ่งใดที่เป็นแรงบันดาลใจของคุณ จึงยึดสิ่งนั้นไว้ เมื่อคุณท้อแท้และอ่อนกำลัง เพราะว่าถ้าคุณไม่ท้อใจแล้วคุณก็จะได้เกี่ยวเก็บสิ่งที่ดีที่คุณได้หว่านไป
โปรดจดจำไว้ว่าเมื่อคุณท้อแท้และมองไปยังท้องฟ้าที่กว้างไกล คุณฝันให้ไกลและจงไปให้ถึง แรงบันดาลใจ จะเป็นลมใต้ปีก ส่งให้ทะยานขึ้นไปสู่ปลายฟ้า
ทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว จงเติมความตั้งใจให้เต็มร้อย
ขอเป็นกำลังใจให้ผู้กล้าดีที่ทำสิ่งดีและจะเก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีในชีวิต
……………………………………………………

06 พฤศจิกายน 2553

I HAVE A DREAM

สุนทรพจน์ของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ที่ได้รับการยกย่องถึงความงดงามทางภาษา เนื้อหากล่าวถึงพระเจ้า ผู้จะประทานเสรีภาพแก่ผู้ที่ถูกกดขี่ เสรีภาพที่คนผิวสีจะได้รับ

I HAVE A DREAM :Martin Luther King Jr.

ประวัติผู้เขียนและที่มาที่ไปของ I have a dream (http://th.wikipedia.org)
มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (อังกฤษ: Martin Luther King, Jr.; 15 มกราคม พ.ศ. 2472 - 4 เมษายน พ.ศ. 2511)

เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง และหมอสอนศาสนานิกาย แบปติสต์ เกิดที่นครแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เป็นบุตรชายของพระแบปติส ได้รับการศึกษาจากวิทยาลัย มอร์เฮาส์ แอตแลนตา จากวิทยาลัยการศาสนาโครเซอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย และจากมหาวิทยาลัยบอสตัน ต่อมาได้กลายเป็นผู้นำขบวนการเรียกร้องสิทธิเสมอภาคของชาวผิวดำ โดยใช้นโยบาย และแนวทางต่อต้านที่ใช้ความนุ่มนวลตามแนวทางของมหาตมะ คานธี และจากทักษะการพูดต่อสาธารณะที่เป็นที่เลื่องลือ

คิงได้เป็นผู้นำในการคว่ำบาตรไม่ยอมรับการแบ่งแยกคนผิวดำที่ไม่ให้โดยสารรถประจำทางร่วมกับคนผิวขาว ที่เมืองมอนต์โกเมอรี รัฐแอละบามา และจัดประชุมผู้นำศาสนาคริสเตียนตอนใต้ ในระหว่างนี้เขาถูกจับขังคุกหลายครั้ง

ในปี พ.ศ. 2506 คิงเป็นผู้นำในการเดินขบวนอย่างสันติที่อนุสาวรีย์ลิงคอล์นในวอชิงตัน ดี.ซี. โดยมีผู้เข้าร่วมเดินมากถึง 200,000 คน ในการประชุมครั้งนี้เองที่คิงได้แสดงสุนทรพจน์ที่มีชื่อเสียงคือ "ข้าพเจ้ามีความฝัน" (I Have a Dream) ในโอกาสนี้เขายังได้ประกาศว่า อเมริกาจะปราศจากความลำเอียงและไม่มีอคติต่อคนผิวสีในปี พ.ศ. 2507

ในปี พ.ศ. 2507 มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้รับรางวัลสันติภาพเคเนดี (Kennedy Peace Prize) รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ความสำเร็จสูงสุดของเขาได้แก่การท้าทายอำนาจของกฎหมายแบ่งแยกผิวในภาคใต้ของสหรัฐฯ หลังจากปี พ.ศ. 2508 เป็นต้นไป มาร์ติน ลูเธอร์ คิงได้หันความสนใจไปเน้นการรณรงค์ให้มีการปรับปรุงสภาพสังคมของคนผิวดำ และคนยากจนในภาคเหนือของประเทศซึ่งพบว่าง่ายกว่า นอกจากนี้ คิงได้รณรงค์ต่อต้านการทำสงครามเวียดนาม และจะจัดการชุมนุมใหญ่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้งหนึ่ง

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ถูกลอบยิงถึงแก่ชีวิตที่เมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี โดยเจมส์ เอิร์ล เรย์ ชาวผิวขาว ซึ่งต่อมาถูกจับกุมได้ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษและถูกศาลพิพากษาจำคุก 99 ปี

หลังจากที่เขาถูกลอบสังหารในปี พ.ศ. 2511 เขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านเพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติจวบจนทุกวันนี้
วันที่ 15 มกราคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้รับการประกาศให้เป็น
"วันมาร์ติน ลูเธอร์ คิง"
อันเป็นวันนักขัตฤกษ์ระดับชาติของสหรัฐอเมริกา และได้รับทยอยการยอมรับจากรัฐต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับนับตั้งแต่ พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา


คิงมีชื่อเสียงในเรื่องการพูดต่อสาธารณชน สุนทรพจน์ "I Have a Dream" ที่เขากล่าวในการเดินขบวนปี พ.ศ. 2506 ได้รับการยกย่องอย่างสูง ว่าทรงพลังและเป็นแบบอย่างของการพูดในที่สาธารณะ


บทแปลภาพรวม

ข้าพเจ้ายินดีที่ได้มาร่วมชุมนุมกับพวกท่านในวันนี้ ซึ่งจักกลายหน้าประวัติศาสตร์การชุมนุมเรียกร้องเสรีภาพครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติเรา

เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง ผู้ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์แผ่ร่มเงาแก่ผองเราซึ่งยืนอยู่ในที่แห่งนี้ ได้ลงนามในคำประกาศเลิกทาส กฎหมายฉบับนี้ประดุจดังดวงประทีปแห่งความหวังของทาสนิโกรนับล้าน ผู้ซึ่งถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงอยุติธรรมที่เหยียดหมิ่น มันมาถึงประหนึ่งยามอรุณรุ่งอันน่าปรีดา ที่จะยุติค่ำคืนอันยาวนานแห่งการจองจำ

หากร้อยปีถัดมา, เราพานพบความจริงอันโหดร้ายว่าชาวนิโกรยังไม่เป็นไท ร้อยปีให้หลัง, ชีวิตของนิโกรยังคงถูกพันธนาการด้วยการเหยียดผิว และถูกจองจำด้วยตรวนแห่งการเหยียดจำแนก ร้อยปีถัดมา, ชนนิโกรยังดำรงชีพบนเกาะแห่งความจนยากอันโดดเดี่ยว ท่ามกลางมหาสมุทรที่ไพศาลไปด้วยความมั่งคั่งทางวัตถุ
ร้อยปีให้หลัง, นิโกรยังอ่อนระโหยอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของสังคมอเมริกา และพบว่าตนถูกเนรเทศพ้นไปจากแผ่นดินของเขาเอง ดังนั้นเราทั้งหลายมาชุมนุมในวันนี้ เพื่อแสดงให้เห็นสภาพอันน่าอดสูนี้

ในฐานะที่เราเข้ามาในเมืองหลวงของชาติเราเพื่อเอาเช็คมาขึ้นเงินสด เมื่อครั้งที่เหล่าสถาปนิกแห่งสาธารณรัฐของเราจารึกถ้อยคำน่าประทับใจในรัฐธรรมนูญและประกาศอิสรภาพ นั่นหมายความว่าพวกเขาได้ลงนามในพันธสัญญาที่คนอเมริกันทุกผู้ต้องสืบทอดปณิธาน นี่เป็นบันทึกอันเป็นพันธะว่าเราทุกคนจะได้รับการประกันสิทธิ์ อันหาเพิกถอนได้แห่งชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาซึ่งความสุข หากวันนี้ประจักษ์ชัดว่า อเมริกาได้บิดพลิ้วต่อพันธสัญญานี้ ตราบเท่าที่ยังคำนึงถึงสีผิวของพลเมืองในประเทศ แทนที่่จะเคารพข้อผูกพันอันศักดิ์สิทธิ์ อเมริกากลับให้เช็คเสียกับประชาชนนิโกร เช็คนี้ถูกส่งคืนพร้อมกับตราประทับว่า “เงินไม่เพียงพอ” แต่เราปฏิเสธจะเชื่อว่าธนาคารแห่งความยุติธรรมได้ล้มละลายไปเสียแล้ว เราปฏิเสธจะเชื่อว่าไม่มีเงินเพียงพอภายใต้หลังคาที่ยิ่งใหญ่แห่งโอกาสของชาติเรา ดังนั้นเราจึงเดินทางมาที่นี่เพื่อขอขึ้นเงิน — กับเช็คที่ตอบรับความต้องการในความมั่งคั่งแห่งเสรีภาพ และความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม เรามายังสถานศักดิ์สิทธิ์นี้ เพื่อเตือนอเมริกาให้ระลึกถึงความเร่งด่วนอันร้อนแรงในทันทีนี้ หามีเวลาจะยึดติดความฟุ่มเฟือย หรือให้ยาระงับประสาทเพื่อให้เรื่องดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป
บัดนี้เป็นเวลาที่ต้องทำให้คำมั่นแห่งประชาธิปไตยเป็นจริงขึ้นมา
บัดนี้เป็นเวลาที่ต้องลุกขึ้นจากความมืดมน และหุบผาที่ถูกทิ้งร้างแห่งการแบ่งแยกสีผิว ไปบนหนทางอันเจิดจรัสแห่งความยุติธรรมทางเชื้อชาติ
บัดนี้เป็นเวลาที่จะเปิดประตูแห่งโอกาสให้แก่บุตรของพระผู้เป็นเจ้าทุกผู้ทุกนาม
บัดนี้เป็นเวลาที่จะยกระดับชาติของเราจากหล่มปลักแห่งความยุติธรรมทางเชื้อชาติ ไปยังภูผาอันแกร่งกล้าแห่งภราดรภาพ
มันจะกลายเป็นหายนะแก่ประเทศชาติหากมองข้ามห้วงยามแห่งความเร่งด่วน และประเมินความต้องการของชาวนิโกรต่ำไป คิมหันต์อันอบอ้าวจากความไม่พอใจอันชอบธรรมของชาวนิโกรจะไม่ผ่านพ้นไป ตราบจนกระทั่งฤดูใบไม้ร่วงอันมีชีวิตชีวาแห่งเสรีภาพและความเท่าเทียมกันจะมาถึง ปี 1963 หาใช่จุดสิ้นสุด

หากแต่เป็นจุดเริ่ม ผู้ที่หวังว่านิโกรต้องการเพียงที่จะระเบิดอารมณ์แล้วก็จะพอใจ คนกลุ่มนั้นจะอยู่ในสภาพตะลึงงันหากประเทศชาติยังคงดำเนินไปตามที่มันเป็น จะไม่มีการหยุดพักหรือความสงบในประเทศอเมริกาจนกว่าชนนิโกรจะได้รับสิทธิ์ในความเป็นพลเมืองอย่างแท้จริง ความปั่นป่วนจากการจลาจลจะดำเนินต่อไปเพื่อสั่นคลอนรากฐานของชาติเรา จนกว่าวันที่สดใสแห่งความยุติธรรมจักปรากฏ

แต่มีบางสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากกล่าวกับประชาชนของข้าพเจ้าผู้ซึ่งยืนอยู่ตรงธรณีประตูอันอบอุ่น ซึ่งจะนำเราไปยังพระราชวังแห่งความยุติธรรม ในขั้นตอนการได้มาซึ่งสถานะอันมีสิทธิ์ เราต้องปราศจากมลทินแห่งการกระทำอันผิดพลาด เราต้องไม่แสวงหาความพอใจในการดับความกระหายเสรีภาพของเรา ด้วยการดื่มกินจากถ้วยแห่งความขมขื่นและความเกลียดชัง
เราต้องดำเนินการต่อสู้ตลอดไปบนพื้นฐานอันสูงส่งของเกียรติยศและวินัย เราต้องไม่อนุญาตให้การประท้วงที่สร้างสรรค์ของเรากลายเป็นการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม เราต้องยืนหยัดอย่างสง่างาม ในหลักการหลอมรวมระหว่างพลังทางกายและพลังทางจิตวิญญาณอันสูงส่ง
ความเข้มแข็งอันน่าอัศจรรย์ครั้งใหม่ ซึ่งมันปกคลุมทั้งผองชนนิโกร จะต้องไม่นำเราไปสู่ความไม่ไว้วางใจของคนขาวทั้งปวง เพราะพี่น้องคนขาวหลายคน ดังประจักษ์พยานของการปรากฎตัวของพวกเขาในวันนี้ ได้ยืนยันว่าโชคชะตาของพวกเขาได้ผูกพันกับโชคชะตาของเรา และเสรีภาพของพวกเขา เป็นพันธะที่ตรึงแน่นกับเสรีภาพของเรา
เราไม่อาจเดินได้เพียงลำพัง ขณะที่เราเดิน เราต้องให้คำมั่นว่าเราก้าวไปข้างหน้า เราไม่อาจหันหลังกลับได้ มีคนถามผู้นับถือสิทธิพลเมืองว่า “เมื่อไหร่พวกคุณจึงจะพอใจ?”
เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่ชาวนิโกรยังเป็นเหยื่อจากความหวาดกลัวอันไม่อาจเอ่ยถึงของตำรวจที่โหดร้าย เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่ร่างกายเราอันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง แล้วยังไม่อาจเข้าพักในโรงแรมบนทางหลวง หรือโรงแรมในตัวเมืองได้ เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่ยังมีการเคลื่อนย้ายฐานของพวกนิโกรออกจากพื้นที่ชุมชนแออัดไปจนถึงชุมชนขนาดใหญ่ เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่ลูกหลานเรายังถูกปลดเปลือยตัวตน และถูกช่วงชิงศักดิ์ศรีไปด้วยการแขวนป้ายที่ระบุว่า “สำหรับคนขาวเท่านั้น” เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่คนนิโกรในมิซซิสซิปปี้ ปราศจากสิทธิ์ออกเสียง และคนนิโกรในนิวยอร์คเชื่อว่าไม่มีใครที่ควรจะลงคะแนนให้ ไม่หรอก ไม่มีทางที่เราจะพอใจ และเราไม่อาจพอใจตราบจนความยุติธรรมหลั่งรินลงมาดุจหยาดน้ำ และความเที่ยงธรรมหลั่งไหลดุจสายน้ำอันเชี่ยวกราก ข้าพเจ้าไม่อาจเมินเฉยต่อความจริงที่ว่า พวกท่านบางคนมาถึงนี่ด้วยความทรมาน และความยากแค้น พวกท่านบางคนเพิ่งมาจากห้องขังอันคับแคบ พวกท่านบางคนมาจากท้องที่ซึ่ง การแสวงหาซึ่งเสรีภาพได้ทิ้งท่านไว้ กับการทุบตีด้วยพายุแห่งการข่มเหง และการต้องโซซัดโซเซจากสายลมแห่งความป่าเถื่อนของตำรวจ ท่านกลายเป็นผู้ทุกข์ทรมานมามาก จงดำเนินการต่อไปด้วยความศรัทธาว่าความทุกข์ยากที่มิได้ก่อนี้จะถูกปลดเปลื้อง
จงกลับไปยังมิสซิสซิปปี้ จงกลับไปยังอลาบาม่า จงกลับไปยังเซาธ์แคลิฟอร์เนีย จงกลับไปยังจอร์เจีย จงกลับไปยังหลุยเซียน่า
จงกลับไปยังสลัมและชุมชนแออัดในเมืองทางเหนือของเรา และจงรู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้สามารถและจักเปลี่ยนแปลงไปด้วยวิธีการใดวิธีหนึ่ง
จงอย่าจมปลักอยู่ในหุบผาแห่งความหดหู่ ข้าพเจ้าขอกล่าวกับพวกท่านในวันนี้ เพื่อนเอ๋ย – หากแม้ความลำบากที่เราเผชิญในวันนี้และวันพรุ่ง ข้าพเจ้าจะยังมีความฝัน ความฝันซึ่งฝังรากลึกอยู่ในความฝันแห่งอเมริกันชน ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่งประเทศนี้จะหยัดยืนขึ้นและจรรโลงความหมายที่แท้จริงของบทบัญญัติทางศาสนาที่ว่า “เรายึดถือความจริงเหล่านี้เป็นการยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน” ข้าพเจ้ามีความฝันว่าวันหนึ่งบนเนินเขาสีแดงในจอร์เจีย บุตรของทาสกับบุตรของอดีตเจ้าทาสจะนั่งร่วมโต๊ะแห่งภราดรภาพได้
ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่งแม้แต่รัฐมิสซิสซิปปี้ซึ่งอวลไปด้วยไอแห่งอยุติธรรม ระอุไปด้วยความร้อนแรงแห่งการกดขี่ จะแปรเปลี่ยนเป็นที่ชุ่มชื้นแห่งเสรีภาพและความยุติธรรม
ข้าพเจ้ามีความฝันว่าในวันหนึ่งลูกๆ ทั้งสี่คนของข้าพเจ้าจะอาศัยอยู่ในชาติที่พวกเขาไม่ถูกพิพากษาจากสีผิว แต่ด้วยสาระแห่งอุปนิสัยของเขา
ข้าพเจ้ามีความฝันในวันนี้ ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่งในอลาบาม่า ที่ซึ่งมีการเหยียดชาติอย่างชั่วร้าย ที่ซึ่งมีผู้ว่าการรัฐกำลังเปล่งวาจาขัดขวางและล้มล้างเราอยู่นั้น สักวันหนึ่งเด็กชายผิวดำและเด็กหญิงผิวดำตัวน้อย จะสามารถเกี่ยวก้อยกับเด็กชายผิวขาวและเด็กหญิงผิวขาวตัวน้อย ได้ดุจดังพี่น้องกัน
ข้าพเจ้ามีความฝันในวันนี้ ข้าพเจ้ามีความฝันว่าวันหนึ่งทุกหุบผาจะถูกยกให้สูงขึ้น พร้อมกันนั้นทุกเนินเขาและภูผาจะถูกทำให้ราบลงมาเสมอกัน พื้นที่อันขรุขระถูกถางเป็นทางราบ ทางคดเคี้ยวถูกทำให้เป็นเส้นตรง เมื่อนั้นเสียงแซ่ซ้องแห่งพระเป็นเจ้าจะถูกเปล่งขึ้น และผองเราจะเห็นเวลานั้น นี่เป็นความหวังของเรา นี่เป็นศรัทธาของเราซึ่งข้าพเจ้าจะนำกลับไปทางใต้ ด้วยศรัทธานี้เราจะสกัดหุบเขาแห่งความหดหู่ ออกเป็นศิลาแห่งความหวัง ด้วยศรัทธานี้เราจะเปลี่ยนเสียงเสียดหูแห่งความบาดหมางในชาติเรา ให้เป็นเสียงเพลงอันแสนหวานแห่งภราดรภาพ ด้วยศรัทธานี้เราจะสามารถทำงานร่วมกัน สวดมนต์ด้วยกัน ต่อสู้ร่วมกัน ถูกจองจำร่วมกัน หยัดยืนเพื่อเสรีภาพร่วมกัน เพราะเรารู้ว่าเราจะมีเสรีภาพไม่วันใดก็วันหนึ่ง วันนี้ก็คือวันที่ว่า, นี่เป็นวันที่บุตรแห่งพระผู้เป็นเจ้าจะขับขานด้วยความหมายใหม่กับบทเพลงที่ว่า “ประเทศของข้าฯ ข้าฯขอขับขานบทเพลงแห่งเสรีภาพอันแสนหวานแด่ท่าน ดินแดนที่บรรพบุรุษของข้าฯฝังร่าง ดินแดนแห่งความภาคภูมิใจของผู้แสวงบุญ ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานจากทุกขุนเขา”
และหากอเมริกาจะเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ สิ่งเหล่านี้ต้องเป็นจริง
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากยอดเขาอันไพศาลแห่งนิวแฮมเชียร์ ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากภูเขาที่ทรงพลังแห่งนิวยอร์ค ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากที่ราบสูงอัลเลเกนิสแห่งเพนซิลวาเนีย ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากขุนเขาร็อคกี้ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะแห่งโคโลราโด ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากเนินเขาอันคดเคี้ยวแห่งแคลิฟอร์เนีย ไม่ใช่เพียงเท่านี้ ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากภูเขาสโตนแห่งจอร์เจีย ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากภูเขาลุคเอ๊าท์แห่งเทนเนสซี ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากทุกด้าน และทุกเนินเขาและทุกเนินดินทุกแห่งในมิสซิสซิปปี้ ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวาน และเมื่อสิ่งนี้บังเกิดขึ้น เมื่อเราบันดาลให้เสรีภาพดังกังวาน – เมื่อเราให้เสรีภาพก้องกังวานจากทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน จากทุกรัฐ ทุกเมือง เราอาจจะเร่งวันเวลาที่บุตรของพระผู้เป็นเจ้า ทั้งคนดำคนขาว ทั้งพวกยิว คนศาสนาอื่น ทั้งแคธอลิคทั้งโปรเตสแตนท์ จะสามารถจับมือกันและขับขานบทเพลง

เป็นถ้อยคำจากบทสวดในทางจิตวิญญาณอันเก่าแก่ของพวกคนผิวสีได้ว่า “เสรีภาพในที่สุด เสรีภาพในที่สุด ขอขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพ พวกเราจะมีเสรีภาพในที่สุด”

……………………………………




เนื้อหาต้นฉบับภาพรวม


I am happy to join with you today in what will go down in history as the greatest demonstration for freedom in the history of our nation.
Five score years ago, a great American, in whose symbolic shadow we stand signed the Emancipation Proclamation. This momentous decree came as a great beacon light of hope to millions of Negro slaves who had been seared in the flames of withering injustice. It came as a joyous daybreak to end the long night of captivity.
But one hundred years later, we must face the tragic fact that the Negro is still not free. One hundred years later, the life of the Negro is still sadly crippled by the manacles of segregation and the chains of discrimination. One hundred years later, the Negro lives on a lonely island of poverty in the midst of a vast ocean of material prosperity. One hundred years later, the Negro is still languishing in the corners of American society and finds himself an exile in his own land. So we have come here today to dramatize an appalling condition.
In a sense we have come to our nation's capital to cash a check. When the architects of our republic wrote the magnificent words of the Constitution and the declaration of Independence, they were signing a promissory note to which every American was to fall heir. This note was a promise that all men would be guaranteed the inalienable rights of life, liberty, and the pursuit of happiness.
It is obvious today that America has defaulted on this promissory note insofar as her citizens of color are concerned. Instead of honoring this sacred obligation, America has given the Negro people a bad check which has come back marked "insufficient funds." But we refuse to believe that the bank of justice is bankrupt. We refuse to believe that there are insufficient funds in the great vaults of opportunity of this nation. So we have come to cash this check -- a check that will give us upon demand the riches of freedom and the security of justice. We have also come to this hallowed spot to remind America of the fierce urgency of now. This is no time to engage in the luxury of cooling off or to take the tranquilizing drug of gradualism. Now is the time to rise from the dark and desolate valley of segregation to the sunlit path of racial justice. Now is the time to open the doors of opportunity to all of God's children. Now is the time to lift our nation from the quicksands of racial injustice to the solid rock of brotherhood.
It would be fatal for the nation to overlook the urgency of the moment and to underestimate the determination of the Negro. This sweltering summer of the Negro's legitimate discontent will not pass until there is an invigorating autumn of freedom and equality. Nineteen sixty-three is not an end, but a beginning. Those who hope that the Negro needed to blow off steam and will now be content will have a rude awakening if the nation returns to business as usual. There will be neither rest nor tranquility in America until the Negro is granted his citizenship rights. The whirlwinds of revolt will continue to shake the foundations of our nation until the bright day of justice emerges.
But there is something that I must say to my people who stand on the warm threshold which leads into the palace of justice. In the process of gaining our rightful place we must not be guilty of wrongful deeds. Let us not seek to satisfy our thirst for freedom by drinking from the cup of bitterness and hatred.
We must forever conduct our struggle on the high plane of dignity and discipline. We must not allow our creative protest to degenerate into physical violence. Again and again we must rise to the majestic heights of meeting physical force with soul force. The marvelous new militancy which has engulfed the Negro community must not lead us to distrust of all white people, for many of our white brothers, as evidenced by their presence here today, have come to realize that their destiny is tied up with our destiny and their freedom is inextricably bound to our freedom. We cannot walk alone.
And as we walk, we must make the pledge that we shall march ahead. We cannot turn back. There are those who are asking the devotees of civil rights, "When will you be satisfied?" We can never be satisfied as long as our bodies, heavy with the fatigue of travel, cannot gain lodging in the motels of the highways and the hotels of the cities. We cannot be satisfied as long as the Negro's basic mobility is from a smaller ghetto to a larger one. We can never be satisfied as long as a Negro in Mississippi cannot vote and a Negro in New York believes he has nothing for which to vote. No, no, we are not satisfied, and we will not be satisfied until justice rolls down like waters and righteousness like a mighty stream.
I am not unmindful that some of you have come here out of great trials and tribulations. Some of you have come fresh from narrow cells. Some of you have come from areas where your quest for freedom left you battered by the storms of persecution and staggered by the winds of police brutality. You have been the veterans of creative suffering. Continue to work with the faith that unearned suffering is redemptive.
Go back to Mississippi, go back to Alabama, go back to Georgia, go back to Louisiana, go back to the slums and ghettos of our northern cities, knowing that somehow this situation can and will be changed. Let us not wallow in the valley of despair.
I say to you today, my friends, that in spite of the difficulties and frustrations of the moment, I still have a dream. It is a dream deeply rooted in the American dream.
I have a dream that one day this nation will rise up and live out the true meaning of its creed: "We hold these truths to be self-evident: that all men are created equal."
I have a dream that one day on the red hills of Georgia the sons of former slaves and the sons of former slaveowners will be able to sit down together at a table of brotherhood.
I have a dream that one day even the state of Mississippi, a desert state, sweltering with the heat of injustice and oppression, will be transformed into an oasis of freedom and justice.
I have a dream that my four children will one day live in a nation where they will not be judged by the color of their skin but by the content of their character.
I have a dream today.
I have a dream that one day the state of Alabama, whose governor's lips are presently dripping with the words of interposition and nullification, will be transformed into a situation where little black boys and black girls will be able to join hands with little white boys and white girls and walk together as sisters and brothers.
I have a dream today.
I have a dream that one day every valley shall be exalted, every hill and mountain shall be made low, the rough places will be made plain, and the crooked places will be made straight, and the glory of the Lord shall be revealed, and all flesh shall see it together.
This is our hope. This is the faith with which I return to the South. With this faith we will be able to hew out of the mountain of despair a stone of hope. With this faith we will be able to transform the jangling discords of our nation into a beautiful symphony of brotherhood. With this faith we will be able to work together, to pray together, to struggle together, to go to jail together, to stand up for freedom together, knowing that we will be free one day.
This will be the day when all of God's children will be able to sing with a new meaning, "My country, 'tis of thee, sweet land of liberty, of thee I sing. Land where my fathers died, land of the pilgrim's pride, from every mountainside, let freedom ring."
And if America is to be a great nation this must become true. So let freedom ring from the prodigious hilltops of New Hampshire. Let freedom ring from the mighty mountains of New York. Let freedom ring from the heightening Alleghenies of Pennsylvania!
Let freedom ring from the snowcapped Rockies of Colorado!
Let freedom ring from the curvaceous peaks of California!
But not only that; let freedom ring from Stone Mountain of Georgia!
Let freedom ring from Lookout Mountain of Tennessee!
Let freedom ring from every hill and every molehill of Mississippi. From every mountainside, let freedom ring.
When we let freedom ring, when we let it ring from every village and every hamlet, from every state and every city, we will be able to speed up that day when all of God's children, black men and white men, Jews and Gentiles, Protestants and Catholics, will be able to join hands and sing in the words of the old Negro spiritual, "Free at last! free at last! thank God Almighty, we are free at last!"

01 พฤศจิกายน 2553

ปลดปล่อยจากป้อมปราการแห่งความมืด (Deliverance from dark strongholds)

(ลงข่าวคริสตชน 3 พ.ย. 2010)

(คัดมาจากการแปลเรื่อง Deliverance from dark strongholds เขียนโดย Dr. Pablo Deiros และ Pablo Bottlari
จากหนังสือ Power,Holiness and Evangelism เรียบเรียงโดย Randy Clark)








ดร.พาโบล เดรอส (Dr.Pablo Deiros) มีประสบการณ์ครั้งแรกในการรักษาภายในและการปลดปล่อย โดยเริ่มเมื่อมีหญิงอายุ 18 ปี ซึ่งถูกวิญญาญชั่วครอบงำ ได้เข้ามาทำลายสำนักงานของเขา ที่คริสตจักร Central Baptist ใน Buenos Aires ที่ประเทศอาเจนติน่า และในเวลานั้นเขารู้ได้ว่าไม่มีใครที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์เช่นนี้ได้ คริสตจักรของเขาและตัวของเขาก็เริ่มที่จะเรียนรู้อย่างรวดเร็วที่จะปรนนิบัติผู้ถูกครอบงำโดยวิญญาณชั่ว


นี่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากที่เราต้องรับการเยียวยารักษาภายในและรับการปลดปล่อยให้เป็นไท ไม่ใช่แต่บริเวณรอบคริสตจักรเท่านั้นแต่เป็นทุกๆที่ที่เขาไปเยี่ยมก็ต้องการ การรับใช้ในด้านนี้ถูกละเลยโดยคริสตจักรมาหลายสิบปี



ในประเทศอาเจนติน่า นักประกาศ คาร์ลอส แอนาคอนเดียร์(Carlos Annacondia) ได้ทำเต็นท์เพื่อทำพันธกิจปลดปล่อยขนาด 150 ฟุต มันถูกจัดวางไว้ข้างๆงานประกาศขนาดใหญ่ เพื่อคนที่ถูกวิญญาญชั่วกดขี่และผู้มีการแสดงออกแปลกๆ ได้เข้ามาที่นี่


เมื่องานเริ่มที่จะมีการปลดปล่อยคนออกจากซาตานวิญญาณชั่ว ที่นั่นก็มีกระแสไฟฟ้าที่รุนแรงเข้าไปในคนที่นั่น มันเป็นเรื่องง่ายในกิจการของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่งานประกาศนั้นมีเสียงกรีดร้องอย่างต่อเนื่อง บ่อยครั้งที่คนเป็นร้อยๆได้รับการปลดปล่อย ในเต็นท์ปลดปล่อยทุกๆคน


การฝึกฝนสำหรับพวกเขาก็มีมากขึ้น และระดับการรักษาและการปลดปล่อยก็ลึกขึ้น เป็นเวลาหลายปีที่ Dr.Pablo ได้ถูกฝึกฝนในเต็นท์ปลดปล่อยนั้น ที่ๆคนเป็นร้อยๆ ทั้งผู้เชื่อใหม่และผู้ที่เชื่อนานแล้ว มีปัญหาถูกวิญญาณชั่วครอบงำชีวิต และได้รับการปลดปล่อย โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงพัฒนาการปลดปล่อย ทั้งในรูปแบบเงียบๆ แบบที่เต็มไปด้วยความรัก แบบที่ลึกมากขึ้น ซึ่งมีประสิทธิภาพ และพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ดูแลและสอนเขา


หลังจากประสบการณ์กับผู้หญิงที่สำนักงานครั้งนั้น ผมก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับพันธกิจของ



โบตตารี่(Bottari) และโมเดล 10 ขั้นตอนของการปลดปล่อย ซึ่งเราได้ทำตามในคริสตจักรของเรา


เราจะได้เห็นเสรีภาพ ความชื่นชมยินดี และสันติสุขบนผู้ที่ได้รับการปลดปล่อย การเยียวยารักษาภายใน และการปลดปล่อยเป็นสิ่งจำเป็น และเราก็ได้ฝึกให้แก่สมาชิกในคริสตจักร จนเป็นส่วนหนึ่งที่ปกติในคริสตจักร


เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาในงานประกาศใหญ่มีมากกว่าครึ่งที่เข้าไปในเต็นท์และได้รับการปลดปล่อย เรายังคงเห็นในอีกหลายๆที่ที่ได้รับการปลดปล่อย มันไม่ใช่การใช้เฉพาะกับผู้เชื่อใหม่เท่านั้น มันมีความจำเป็นต่อทุกคนแม้ว่าจะเชื่อมาหลายปีแล้ว หรือเป็นผู้นำคริสตจักร ก็ตาม พวกเขารู้ว่างานรับใช้ถูกขัดขวางโดยการครอบงำของวิญญาญชั่ว แต่เขาไม่รู้จะไปหาการช่วยเหลือจากไหน


เราเรียกมันว่า คลินิกในการปลดปล่อยผู้นำคริสตจักร ในงานประกาศเล็กๆ เราจัดเป็น 2 เต็นท์ มี 1 เต็นท์สำหรับผู้นำโดยเฉพาะ


คริสตจักรจำเป็นต้องถูกชำระให้บริสุทธิ์ เหมือนเจ้าสาวของพระคริสต์และพระเจ้าจะไม่เริ่มต้นที่แกะ(สมาชิก) แต่จะเริ่มต้นที่ผู้นำคริสตจักรก่อน ผู้นำที่ได้รับการรักษาและปลดปล่อยแล้วเขาจะเป็นผู้นำที่มีเสรีภาพ และจะเป็นผู้นำเสรีภาพ ปลดปล่อย และสันติสุข นี่คือเหตุผลว่าทำไม พวกเราจึงดูแลจัดการคลินิกและมีศิษยาภิบาลเกือบร้อยคน พวกเขาหิวกระหาย และพวกเขากล่าวว่า ต้องมีคนที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่เขามาทำร้าย ปิดตา และปิดบังฉัน จากการรับใช้ของฉันซึ่งเป็นทางที่พระเจ้าต้องการให้ฉันรับใช้


พี่น้องในสหรัฐจะคิดว่าพวกเขาต้องไปข้ามทวีปเพื่อเห็นการงานของวิญญาญชั่ว นี่เป็นสิ่งที่หลอกลวง ซึ่งจริงๆแล้วเท่าที่เขาทำงานกับพันธกิจในอเมริกาเหนือ เขาเห็นงานของวิญาณชั่วในผู้เชื่อที่สหรัฐมากกว่าที่ไหนในโลก


เหตุผลที่เราไม่เห็นการแสดงออกมามากใน สหรัฐ เพราะว่าวิญญาญชั่วมันทำงานอย่างๆสบายๆ และเราก็ไม่รู้สึกเบื่อหรือรำคาญมัน ถ้าเราเริ่มตระหนักถึงวิญญาณชั่วมากขึ้น เราขับไล่มัน เรามีการสอนการประกาศและขยายออกไปมาก แต่น้อยมากที่จะสอนในด้านการรักษาภายในและการปลดปล่อย


ในส่วนถัดไปของบทนี้ จะเป็นโมเดลที่อัศจรรย์ที่วิทยาลัยและ bottari ได้พัฒนาและปลดปล่อยคนจากป้อมปราการแห่งความมืด



โมเดลในพันธกิจการปลดปล่อย


เมื่อไรก็ตามที่ ผม(Pablo Bottari) ได้เข้าสู่พันธกิจการปลดปล่อย ผมก็สันนิษฐานว่าการถูกกดขี่ของวิญยาณชั่วได้เข้ามาทางประตู”ที่เปิดอยู่” เช่นความเจ็บปวดทางความสัมพันธ์ ประสบการณ์ที่ไม่ดี ความเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือลักษณะชีวิตที่เป็นความบาป


ผมได้สำรวจสิ่งนี้ ถ้าประตูที่เปิดออกนั้นไม่ได้ปิด การปลดปล่อยเป็นไปได้ยาก หรือเป็นแค่ชั่วคราว หรือเปลี่ยนแค่เปลือกแต่ภายในยังไม่เปลี่ยน แต่ในอีกทางหนึ่งหากประตูทั้งหมดที่เปิดอยู่ถูกปิดลง มันจะเป็นการง่ายในการปลดปล่อย และรวดเร็ว และไม่ใช่แค่ชั่วคราว หรือเปลี่ยนแค่ภายนอกเท่านั้น แต่จะสามารถปลดปล่อยได้อย่างถาวร


ในโมเดลนั้นถ้าจะให้เหมาะสมกับงานประกาศใหญ่ๆ ควรมีการจัดที่ส่วนตัวหรือคริสตจักรท้องถิ่นไว้ สำหรับที่ๆวิญญาณชั่วจะถูกขับออกและมีอาการแปลกๆเช่น กรีดร้อง สั่น หรืออื่นๆ ซึ่งเป็นที่ๆผู้เชื่อจะได้ถาม พูดคุยให้เขาหลุดออกจากปัญหาตรงนั้น เป็นที่ๆจะไม่มีการต่อต้าน ซึ่งเป็นสิ่งทั่วๆไปที่จะต้องมีในการช่วยผู้รับการปลดปล่อย และผู้รับการรักษาภายใน



หลักการของการปลดปล่อย


พันธกิจการปลดปล่อย ควรจะถูกนำโดยความรักของพระเจ้า และการที่ให้พระวิญญาณทำงานอย่างเป็นอิสระ ในทุกๆขั้นตอนของกระบวนการ จำไว้ว่า หน้าที่หลักๆของคุณไม่ใช่การขับไล่วิญญาณชั่ว แต่เป็นการช่วยจิตใจที่พระองค์ทรงรักและไม่ต้องการให้บาดเจ็บนั้นให้ได้รับการปลดปล่อย เบื้องหลังการทำพันธกิจนี้ต้องมีหัวใจแบบพระคริสต์ เพื่อช่วยจิตวิญญาณที่โศกเศร้าที่ถูกวิญญาณชั่วทำร้าย อย่าทำเหมือนเขาเป็นวิญญาณชั่ว(เพราะเขาเป็นผู้ถูกทำร้ายจากวิญญาณชั่วต่างหาก)


โดยส่วนใหญ่ ผู้รับการปลดปล่อยเป็นบุคคลที่ได้รับบาดเจ็บอย่างมาก เราไม่ควรที่จะขัดขวางขั้นตอนด้วยการอธิษฐานทั่วๆไป สำหรับการรักษาความเจ็บปวดและความบาดเจ็บมันจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการปลดปล่อยมากกว่า 1 ครั้ง


พลังในการรักษาและปลดปล่อยในนามพระเยซูคริสต์ เราไม่ควรใช้พระนามพระเจ้าบ่อยครั้ง


10 ขั้นตอนเพื่อปลดปล่อยสู่เสรีภาพ



1. ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว


โดยความรักไม่ใช่คำสั่ง การสั่งเป็นสิ่งสำคัญในการนำวิญญาณชั่วร้ายให้ อยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระคริสต์ แต่ผู้รับการปลดปล่อยเขาต้องการสัมผัสความรัก การยอมรับ ผู้รับการปลดปล่อยอาจถูกพันแผลมานานเป็นปี บางทีเขาอาจยอมรับนักอธิษฐานที่แม้ไม่ใช่นักอธิษฐานที่เก่งแต่ดูไม่คุกคามต่อชีวิตเขา เราควรให้กำลังใจเขาว่าเขายืนอยู่บนเส้นทางแห่งเสรีภาพ


2. ถ้าวิญญาณชั่วมีการแสดงออก นำมันให้อยู่ภายใต้ โดยนามพระเยซูคริสต์


ให้สิทธิอำนาจอยู่เหนือวิญญาณที่แสดงอาการ และให้มันเงียบ ให้พูดว่าจงยอมรับ ในนามพระเยซูคริสต์ หรือจงเงียบในนามพระเยซู ฉันต้องการจะพูดกับ ... พูดซ้ำ สั่งจนกว่าวิญญาณนั้นจะเงียบ



ไม่ต้องตกใจหากมันใช้เวลา มันเป็นการช่วยอย่างมากในการพูดกับผู้รับการปลดปล่อย ว่าเรากำลังพูดกับวิญญาณชั่วที่แสดงอาการ ไม่ใช่พูดกับเขา และขอให้คนอื่นๆไม่ไปสัมผัสหรือพูดคุยกับผู้ที่รับการปลดปล่อย หรืออธิษฐานเสียงดัง เพราะมันจะยากที่จะทำให้วิญญาณชั่วสงบ



3. สร้างความสัมพันธ์และรักษาความสัมพันธ์ในระหว่างสนทนา



การมีส่วนร่วมกับผู้ถูกปลดปล่อย มีความสำคัญมากเพราะว่าเขาจะเป็นคนช่วยเราในการหาประตูที่เปิดอยู่และช่วยกันปิดพวกมัน นั่นคือคุณต้องสามารถพูดคุยกับเขา และคุณจะทำเช่นนั้นไม่ได้ถ้าวิญญาณชั่วกำลังแสดงอาการ



เราต้องรักษาการสนทนาระหว่างการทำพันธกิจนี้ บางครั้งก็ต้องมีการสั่งให้วิญญาณยอมรับ เราอย่าพูดกับวิญญาณอื่นๆ นอกจากให้มันอยู่ในคำสั่งในนามพระเยซู




4. ถามผู้รับการปลดปล่อยว่าอยากมีเสรีภาพ หรือย้ำให้มั่นใจว่าเขาต้องการมีเสรีภาพจริงๆ


มันมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการปลดปล่อยอย่างถาวร แต่เขาต้องมีความต้องการที่จะมีเสรีภาพ



ความสำเร็จของการปลดปล่อยคือ การได้รับการอภัยอย่างไม่มีเงื่อนไข การสารภาพกลับใจจากบาป การรือฟื้นจากความคิดหรือทัศนคติที่ผิด มันต้องการความตั้งใจที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตที่ปล่อยให้วิญญาณชั่วแทรกผ่านเข้ามา ถ้าผู้รับการปลดปล่อยแสวงหาการปลดปล่อยแต่ขาดสิ่งนี้ เขาก็จะกลับมาเป็นแบบเดิมอีกแม้ว่าการปลดปล่อยจะสำเร็จ



ถ้าคุณเจอคนที่รับการปลดปล่อยที่ไม่มีความตั้งใจหรืออยากมีเสรีภาพไม่ว่าเหตุผลใด เราไม่ควรไล่เขา แต่เราควรอธิษฐานและอวยพรเขา แต่เราอย่าอธิษฐานเพื่อปลดปล่อยเขา ควรแนะนำให้เขากลับมาภายหลังเพื่อรับการปลดปล่อยเมื่อเขาต้องการที่จะมีเสรีภาพจริงๆ


5. สร้างความมั่นใจที่คนรับการปลดปล่อย ว่าคุณได้รับการยอมรับจากพระเยซูในฐานะเป็นพระผู้ช่วยให้รอด


ผู้รับการปลดปล่อย ต้องการความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะมีเสรีภาพ นี่เป็นสิ่งที่เราต้องอธิบายต่อเขา ถ้าเขาไม่ใช่ผู้เชื่อ บางทีคุณต้องนำเขารับเชื่อมาหาพระเยซูคริสต์ ถ้าคุณไม่สามารถ ก็อธิษฐานให้เขาเผื่อการรักษา แต่อย่าอธิษฐานปลดปล่อย ให้คำแนะนำเขาว่าเชาควรที่จะให้พระเยซูเป็นพระเจ้าของเขาก่อนแล้วค่อยกลับมารับการปลดปล่อยรักษา



เราจะไปสู่ขั้นต่อไปได้ถ้าเขาต้องการมีเสรีภาพจริงๆ และต้องรับพระเยซูเป็นพระเจ้าในชีวิตเขาเท่านั้น






6. สัมภาษณ์ ผู้รับการปลดปล่อย ที่จะค้นหาเหตุการณ์ หรือความสัมพันธ์ ที่นำเขาไปสู่ความบาดเจ็บ



เป้าหมายของการสัมภาษณ์เพื่อหาสถานที่ๆจำเป็นต้องได้รับการให้อภัย ที่ๆจำเป็นต้องรับการรักษา และที่ๆต้องกลับใจและเป็นประตูที่เปิดอยู่



ถ้านี่เป็นสิ่งเจาะจงที่คนนั้นต้องการมีเสรีภาพ เราจะเริ่มจากตรงนั้น ถ้าเราหาจุดเริ่มต้นไม่เจอ เราต้องเริ่มค้นหาที่ความสัมพันธ์กับพ่อแม่ และต่อด้วยความสัมพันธ์กับคนอื่นๆและขยายไปพื้นที่อื่นๆ มองเข้าไปยังที่ๆคนรับการปลดปล่อยมีปัญหาและยาดเจ็บ หรือเส้นทางที่เขาอยู่ในความบาป ยิ่งลึกในการสัมภาษณ์ และมีรายละเอียดมากขึ้นในการให้อภัยและกลับใจ ก็ยิ่งดี



การสัมภาษณ์ในพื้นที่เป็นการสร้างความมั่นใจว่าเราได้สัมภาษณ์ถูกทาง พันธกิจควรจะครอบคลุมพื้นที่หนึ่งอย่างสมบูรณ์ก่อนที่จะไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง(เรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง)



พื้นที่จะรวมไปถึง ความสัมพันธ์ ,การเสพติด ,มีเพศสัมพันธ์นอกคู่สมรส,คำสาปแช่ง ,ชีวิตที่เป็นบาป หรือเป็นความโลภ การต้องการควบคุมคนอื่น




ในพื้นที่เรื่องความสัมพันธ์ ผู้สัมภาษณ์จะต้องหาจุดที่ไม่ได้รับการรักษาของผู้รับการบำบัด และผลของความบาดเจ็บหรือทัศนคติที่ผิด ในพื้นที่อื่นๆเขามองหาการมีส่วนร่วม ต้องการมีส่วนร่วม(คนที่ต้องการการอภัย) และบางครั้งผู้รับการปลดปล่อยมีความบาดเจ็บจากผู้อื่น


7. นำผู้รับการบำบัดเข้าไปใกล้ประตูนั้น เพื่อจะจัดการกับวิญญาณการนำ


ในที่นี้หมายถึงการที่ผู้รับการบำบัดได้พูดถ้อยคำตามที่คุณนำ และเมื่อเริ่มต้นขึ้นบางทีเขาสามารถนำเข้าสู่ขั้นตอนของเขา ที่จะปิดประตู ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอน 3-4 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งขั้นตอน B,C D ข้างล่างนี้บ่อยครั้งที่ได้ถูกสรุป ถ้าคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ขั้นตอน A ก็มีความจำเป็น


A การอภัย


ผู้รับการปลดปล่อย ไม่ได้ให้อภัยผู้ซึ่งทำใหเขาบาดเจ็บหรือนำเขาไปผิดทาง การกระทำต่างๆ การวิพากวิจารณที่ทำให้บาดเจ็บ เป็นต้น ที่พระวิญญาณบริสุทธ์นำสิ่งเหล่านั้นมาในความคิดของเขา หลังจากการให้อภัยแล้ว เขาควรบอกกับพระเจ้าที่เขาจะไม่พยายามที่จะเปลี่ยนคนแต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้าเขาจะรักคนๆนั้นในสิ่งที่เขาเป็นได้ แล้วเมื่อผู้รับการปลดปล่อยอธิษฐานให้พระเจ้าอวยพรคนๆในทุกๆทาง การปลดปล่อยและการอวยพรก็จะเกิดขึ้นผ่านการให้อภัย



หลายครั้งที่ผู้รับการปลดปล่อยได้รับบาดเจ็บที่ลึกมาก ที่เขาไม่สามารถให้อภัยคนที่ทำร้ายเขาได้ง่าย เราต้องอธิบายกับเขาว่าการให้อภัยเป็นการตัดสินใจที่เขาต้องทำ ไม่ใช่ความรู้สึก อธิบายว่าถ้าเขาไม่ให้อภัย เขาก็จะไม่ได้รับการอภัย ถ้าเขายังคงไม่สามารถให้อภัยลองถามเขา ว่าเราจะอธิษฐานเผื่อเขาได้หรือไม่ ถ้าได้ให้เราอธิษฐานอย่างเงียบๆในการผูกมัดวิญญาณที่ไม่ให้อภัยในชีวิตเขา และสั่งให้มันออกไปในนามพระเยซู แล้วลองดูว่าเขาสามารถให้อภัยได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามหากเขาไม่สามาถมาถึงจุดที่ให้อภัยได้ เราต้องพูดอย่างสุภาพและด้วยความรักที่จะจบพันธกิจการปลดปล่อย เพราะถ้าเขาไม่ให้อภัยก็จะเปิดประตูให้มารได้กลับเข้ามา



การสัมภาษณ์และกระบวนการปิดประตูนั้นสามารถที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมากเหมือนเขาได้กลับไปเจอกับความเจ็บปวดที่อยู่ลึกอีกครั้ง คุณควรมอง คุณสามารถใช้ความรักอยุดมันและขอพระเจ้าที่จะรักษาบาดแผลและหัวใจที่สลายนั้น ไม่ต้องรีบในการอธิษฐาน คุณควรเปิดตาเพื่อดูบันทึก และอย่าพูดเพื่อตอบสนองเราเอง


B กลับใจและขอการอภัย


ผู้รับการอธิษฐานต้องกลับใจจากทัศนะคติเดิม ความรู้สึกและการกระทำที่ไม่มีพระเจ้า นี่เป็นการกลับใจที่รวมตัวเอง เช่นการไม่ให้อภัย ความโกรธ การนำการปฏิเสธหรือความเสียใจเก็บไว้ โดยทัศนะคติของเขาและความรู้สึกนั้นจะต้องสามารถเข้าใจได้ ถ้าพวกมันไม่ได้มาจากพระเจ้า มันก็มาจากศัตรู และพยายามกลับจากสิ่งนั้น ผู้รับการปลดปล่อยต้องอธิษฐานขอพระเจ้าให้อภัยเขา นี่จะเป็นการกลับใจจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง


C ชำระความบาปและวิญญาณที่เกี่ยวข้องโดยนามพระเยซู


ผู้รับการบำบัดต้องขอพระเจ้าตัดความสัมพันธ์ จากผลกระทบของความบาป และความบาดเจ็บ


ยกตัวอย่างเช่น



ในพระนามพระเยซู เราขอตัดความสัมพันธ์ความกลัวที่เข้ามาในชีวิตเมื่อ...


ในนามพระเยซู เราขอการตัดความสัมพันธ์ในการที่เราใช้ร่างกายเราร่วมกับคนอื่น (ชื่อของคนนั้น)และวิญญาณเพศสัมพันธ์ที่ไม่บริสุทธิ์ ขอชำระจากภาพลามก จินตนาการในเรื่องเพศ และทุกๆวิญญาณที่เกี่ยวข้อง


ในนามพระเยซู ขอตัดความสัมพันธ์ที่นำเราอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของมัน(แม่มด การดูดวง พลังจิต)


ในนามพระเยซู เราขอตัดความสัมพันธ์กับการถูกปฏิเสธ ความโดดเดี่ยว การเจ็บปวด ความสิ้นหวัง ความสับสน...



D ผู้ทำพันธกิจต้องหยุดอำนาจของทุกวิญญาณ



สร้างการประสานสายตากับผู้อธิษฐานเผื่อและทำการหยุด ในนามพระเยซู พลังของการตัดความสัมพันธ์กับวิญญาณและและสิ่งที่ผูกมันชีวิตของผู้รับการปลดปล่อย คุณควรอธิษฐานว่า “ในนามพระเยซู เราขอปลดปล่อยวิญญาณความกลัว ความเกลียดชัง ความสัมพันธ์ทางเพศที่ไม่ถูกต้อง ความโกรธ(อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้อง) เหนือชีวิตของ(ชื่อผู้รับการปลดปล่อย) และเมื่อมันได้ถูกไล่ออกไปมันจะไม่กลับมาอีก”


เราจะไม่ขับไล่วิญญาณชั่วจนกว่าประตูทั้งหมดถูกปิด หรืออย่างนั้นประตูเกือบทั้งหมดถูกปิด บางครั้งวิญญาณที่ถูกขับไล่จะไล่ยาก และมีการแสดงออก



8.เมื่อประตูถูกปิดและเราไล่วิญญาณที่ไม่สะอาดออก



มันเป็นการง่ายที่ไล่มันออก ในนามพระเยซู มันไม่ใช่การย้ายพวกมันไปไว้บางที่ ถ้าประตูยังคงปิดอยู่ พวกวิญญาณนั้นจะออกไปอย่างเงียบและรวดเร็ว ด้วยการสั่ง 1-2 ครั้ง ถ้าไม่ได้ แสดงว่ามีสัญญาณบางอย่างว่าประตูทั้งหมดยังไม่ถูกปิดลง เราต้องกลับไปสัมภาษณ์กันใหม่ ค้นหาและปิดประตู



ผู้รับการอธิษฐานบางครั้งไม่แสดงอาการของการที่วิญญาณชั่วถูกขับ อย่างไรก็ตามเขาจะต้องมีความรู้สึกมีเสรีภาพ มีความสว่าง เหมือนหัวเราะ และมีสันติสุข



เมื่อทำถึงขั้นนี้ ให้เราถามพระวิญญาณว่าจะสำแดงสิ่งใดแก่เรา มีอะไรไหมที่เราต้องไล่มันออกอีก รอจนพระวิญญาณสำแดงบางสิ่ง แล้วลองถามผู้รับการอธิษฐานในสิ่งนั้น


9. นำผู้รับการปลดปล่อยนมัสการและขอบคุณพระเจ้าจากการปลดปล่อย



10. ถ้าผู้รับการปลดปล่อยขอให้พระวิญญาณเต็มล้น



ทุกๆส่วนในชีวิตที่ถูกทำโดยวิญญาณชั่ว คุณและผู้ช่วยสามารถอธิษฐานเผื่อเขาได้ที่ช่วง 9-10 นี้