จากถ้อยคำในพระธรรม สดุดี 121:5-7
5 พระเจ้าทรงเป็นผู้อารักขาท่าน พระเจ้าทรงเป็นที่กำบังที่ข้างขวามือของท่าน
6 ดวงอาทิตย์จะไม่โจมตีท่านในเวลากลางวัน หรือดวงจันทร์ในเวลากลางคืน
7 พระเจ้าจะทรงอารักขาท่านให้พ้นภยันตรายทั้งสิ้นพระองค์จะทรงอารักขาชีวิตของท่าน
บทพรรณณานี้ได้บรรยายถึงการปกปักษ์รักษาของพระเจ้ามาสู่ประชากรของพระองค์ นับตั้งแต่พระเจ้าได้นำคนอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ ระหว่างการเดินทางในถิ่นทุรกันดาร พระองค์ทรงให้เสาเมฆเป็นร่มเงาปกป้องจากแสงแดดที่แผดเผา และทรงให้มีเสาเพลิงนำความสว่างในยามค่ำคืน เพื่อเขาจะเดินทางอย่างปลอดภัย(อพย.13)
นี่คือพระคุณของพระเจ้าที่มีให้กับคนของพระเจ้าตั้งแต่อพยพมาจากอียิปต์ ต้องเผชิญความยากลำบากในกันดารวิถี เป็นเสมือนบททดสอบการเชื่อฟัง คนอิสราเอลต้องทำข้อสอบในกันดารวิถี แต่พระเจ้าก็ทรงมีพระกรุณาโดยให้คำเฉลยไว้ นั่นคือ "เฉลยธรรมบัญญัติ" พระองค์ทรงมอบพระบัญญัติ(Torah)ไว้ให้กับคนของพระองค์
ในพระบัญญัตินี้พระเจ้าได้กำหนดให้คนอิสราเอลถือเทศกาล 3 เทศกาลคือเทศกาลปัสกา(เพสะห์) ,เพ็นเทคอสต์(ชาวูโอต) และอยู่เพิง(สุคคท) (ลนต. 23:33-44)
เทศกาลอยู่เพิงเป็นเทศกาลสุดท้ายในเทศกาลเลี้ยงขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ปรากฏในพระคัมภีร์ และเป็นเทศกาลสำคัญที่สุด เพราะเป็นการปิดท้าย วัฏจักรการเก็บเกี่ยว โดยที่เป็นเทศกาลสุดท้ายของฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนี้ยังเป็นเทศกาลจารึก 3 เทศกาลที่ฉลองกันในเยรูซาเล็ม ถัดจากเทศกาลปัสกา(เพสะห์)และเพ็นเทคอสต์(ชาวูโอต)
คำว่า “พลับพลา” (อยู่เพิง) ในภาษาฮีบรู คือ สุคคท “Sukkot”(เอกพจน์คือ : sukah อ่านว่า สุคาห์) ซึ่งหมายถึงเพิงพักหรือที่พักอาศัยชั่วคราว
พระคัมภีร์ไบเบิลภาษาละตินใช้คำว่า “ tabernāculum” ซึ่งภาษาอังกฤษยืมมาใช้ว่า “tabernacles” เทศกาลนี้บางครั้งรู้จักกันว่าเป็น “ฤดูกาลแห่งความชื่นชมยินดีของเรา” ภาษาฮีบรูว่า “Z’man Simchateinu” เนื่องจากเทศกาลนี้เป็นเครื่องหมายถึงการเก็บเกี่ยวผลไม้ในเดือนกันยายน/ตุลาคม ของแต่ละปี จึงมักรู้จักกันในนามของ “เทศกาลการรวบรวมผลิตผล” ด้วย
เทศกาลนี้จะเริ่มขึ้น 5 วันหลังจาก Yom Kippur (วันลบมลทินบาป) ในวันที่ 15 เดือนทิชรี และมีการฉลองกัน 8 วัน จนถึงวันที่ 22 เดือนทิชรี (ปี 2012 ตรงกับวันที่ 1-7ต.ค.โดยจะเริ่มตอนเย็นวันที่ 30 ก.ย.รวมเป็น 8วัน)
เทศกาลนี้เป็นการเฉลิมฉลองในพระวิหารของเยรูซาเล็มนี้จะมีประชาชนชาวยิวทั่วอิสราเอลและที่อยู่นอกดินแดนอิสราเอลเข้ามาร่วมด้วย ผู้เดินทางหลายพันคนจะเนืองแน่นเต็มท้องถนนต่าง ๆ ในเยรูซาเล็ม
เทศกาลที่สำคัญนี้มีลักษณะพิเศษ 3 ประการ
1.มีการถวายสัตวบูชาจำนวนมากตลอดเทศกาล วัว 70 ตัว แกะผู้ 14 ตัว ลูกแกะ 98 ตัว แพะ 7 ตัว และเครื่องบูชาที่เป็นเครื่องดื่มและธัญพืชรวมทั้งเครื่องถวายบูชาประจำวัน !
2.มีคันประทีบ(Menorah)ใหญ่ 4 อัน ในลานสตรีที่พระวิหารจะถูกจุดสว่างตลอดเทศกาล
3.มีพิธีกรรมอันเรียกกันว่าพิธีหลั่งน้ำเพื่อครัวเรือน (House of Water Pouring Ceremony) ภาษาฮีบรู : Beit She’ubah ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญสำหรับผู้เชื่อในพระเยซู
คนยิวในปัจจุบันฉลองเทศกาลอยู่เพิงนี้อย่างไร
ครอบครัวจะสร้างเพิง (Sukkah) ในสวนหรือบริเวณบ้าน พวกเขาจะกินอาหารที่เสิร์ฟอยู่ภายใต้ Sukkah พ่อจะอ่านโทราห์และ ชี้ให้ดูดวงดาวในท้องฟ้ายามค่ำคืน และยกเรื่องพันธสัญญาของอับราฮัมมาเล่าให้ลูกๆ ฟัง ครอบครัวจะร้องเพลงและเต้นรำเพราะเป็นฤดูกาลแห่งความร่าเริงยินดี ! ครอบครัวส่วนมากตกแต่งด้วยกิ่งไม้เช่น กิ่งใบปาล์ม (lulav) ไม้หอม และกิ่งต้นน้ำมันเขียว และผลส้ม เป็นการขอบพระคุณพระเจ้า
ข้อสังเกตคือการให้ความสำคัญกับครอบครัว เป็นช่วงเวลาพักสงบ ใช้เวลาสังสรรค์กับครอบครัว
เทศกาลนี้เป็นการเตือนใจชาวยิวถึงการปกป้องของพระเจ้า ในช่วงที่บรรพบุรุษของเขาต้องเร่ร่อนในถิ่นทุรกันดารในช่วงอพยพออกจากอียิปต์ เทศกาลนี้จึงเล็งถึงพระสิริของพระเจ้าที่อยู่กับพวกเขาทุกหนทุกแห่ง
ในวันที่ 8 (7ต.ค.12) เรียกว่า “ชิมหัตโทราห์” (Simehat Torah) หมายถึง “ชื่นชมยินดีในโทราห์” คนยิวจำนวนมากเต้นรำด้วยถือหนังสือม้วนโทราห์ อ่านตั้งแต่ปฐมกาลข้อแรก และข้อสุดท้ายของเฉลยธรรมบัญญัติ เพื่อแสดงว่าพระวจนะของพระเจ้าไม่มีวันสิ้นสุด
มีการนมัสการอย่างชื่นชมยินดีในธรรมศาลา(synagogue)หรือที่กำแพงตะวันตก(western wall)
สิ่งสำคัญของเทศกาลอยู่เพิงคือ เป็นเทศกาลแห่งการประสูติของพระเยซูคริสต์!
จากคำสอนใน Issachar school 1 โดย Dr.Robert Heidler ทำให้เราเข้าใจว่า "เทศกาลอยู่เพิงเปิดเผยถึงพระลักษณะและพระราชกิจของพระเยซู ที่เป็นเพิงแห่งพระสิริท่ามกลางเรา!" เพราะว่า เป็นช่วงเวลาแห่งการประสูติของพระเยซูคริสต์! ไม่ใช่ 25 ธันวาคม แน่นอน! ดังเหตุผลต่อไปนี้ (ดูจากรูปภาพประกอบเพื่อเข้าใจง่ายขึ้น)
คนเลี้ยงแกะไม่ได้เลี้ยงแกะในเดือนธันวาคม ลูกา 1:5 เศคาริยาห์ พ่อของยอห์นบัพติศโต เป็นปุโรหิตในเดือนอาวียาห์(Avivah) หรือเดือนสิวาน(Sivan) อลิซาเบธตั้งครรภ์ยอห์น อยู่ในเดือน มิถุนายน ดังนั้นนางมารีย์ตั้งครรภ์พระเยซูหลังจากนั้น 6 เดือน อยู่ในประมาณเดือน ธันวาคม
ดังนั้น พระเยซูเกิดในเดือนนี้ คือ กันยายน-ตุลาคม แน่นอน!(คือวันที่ 15 เดือนทิชชี)
- ทูตสวรรค์ปรากฎในช่วง 12-18 สิวาน (มิถุนายน)
- อลิซาเบธตั้งครรภ์ช่วงนี้ 25 สิวาน (285 วัน)
กำหนดเวลาตั้งครรภ์โดยประมาณ
- ยอห์นบัพติศโต เกิด15 นิสาน (ช่วงปัสกาเม.ย.-พ.ค.)
ลูกา 1:26 อลิซาเบธท้องได้ 6 เดือน มารีย์ตั้งครรภ์
ในวันที่ 25 ของเดือน คิสเลฟ (ธันวาคม) เทศกาลฮานุกกาห์(เทศกาลแสงสว่าง)โดยปกติจะตั้งครรภ์ 9 เดือน (ประมาณ285 วัน) พระเยซูน่าจะประสูติ ในช่วงวันที่15ของเดือนทิชรี (ตรงกับเทศกาลอยู่เพิง)ในพระคัมภีร์ ยอห์น 1:14 กล่าวว่า พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา
ตอนที่มารีมาถึงเบธเลเฮ็ม ช่วงนั้นเป็นเทศกาลอยู่เพิง ยอห์นอธิบายการประสูติของพระเยซูอย่างนี้...
ยอห์น 1:14 กล่าวว่า พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่(σκῆνος)ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา
(σκῆνος = skēnos หมายถึง เพิง หรือ เต้นท์ a tabernacle, a tent)
ตอนที่มารีมาถึงเบธเลเฮ็ม ช่วงนั้นเป็นเทศกาลอยู่เพิง ยอห์นอธิบายการประสูติของพระเยซูอย่างนี้..
ยอห์น 1:14 “พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเราและเราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์”
ลูกา 2 – มารีย์มีบุตรชายและวางบุตรชายนั้นในรางหญ้า
ลูกา 2:16 เขาก็รีบไปแล้วพบนางมารีย์กับโยเซฟ และพบพระกุมารนั้นนอนอยู่ในรางหญ้า (φάτνη -phatne)
คำภาษากรีกคือ phatne แปลว่า รางหญ้า, โรงเก็บสัตว์ คอกสัตว์แบบชั่วคราว คำฮีบรูที่เหมือนกับ phatne : SUKKAH (พลับพลา/เพิง)
ในเทศกาลอยู่เพิงนั้นเองที่พระสิริของพระเจ้ามาปรากฏในเพิง และพระเยซูพระเมสสิยาห์ทรงบังเกิด !
สำหรับในวันที่ 25 ธ.ค.นั้นเป็นเทศกาลคริสต์มาสที่โรมันได้ตั้งขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลอง คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas
(ข้อมูลเรื่อง เทศกาล Christmas จาก สารานุกรม Wikipedia บันทึกไว้ว่า เทศกาล Christmas หรือ X’Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร)
นักประวัติศาสตร์ได้วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลก และเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย)
ในครั้งนี้เราพอจะเข้าใจแล้วว่า พระเยซูคริสต์ ทรงเป็นอิมมานูเอล คือเพิงแห่งพระสิริที่อยู่ท่ามกลางเรา!
สิ่งนี้ช่วยให้เราเข้าใจ ยน.7:37-39
ในวันสุดท้ายของงานเทศกาลซึ่งเป็นวันใหญ่นั้นปุโรหิตจะนำเอาน้ำจากสระสิโลอัม มาเทบนแท่นบูชา ปุโรหิตจะยกน้ำขึ้นแล้วเท ฝูงชนจะอยู่ในความเงียบสงบ พระเยซูทรงยืนและประกาศว่า “ถ้าผู้ใดกระหายผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม ผู้ที่วางใจในเรา แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น" นั่นคือเป้าหมายของพระเยซูชีวิตที่ไหลล้น
นี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้กับเราในทุก ๆ ปี พระเจ้าต้องการให้ประสบการณ์อันสดใหม่ของชีวิตที่ไหลล้นของพระองค์กับเรา พระองค์ต้องการจะเติมเราด้วยพระสิริของพระองค์ น้ำองุ่นใหม่แห่งพระวิญญาณ พระเยซูมาในโลกนี้เพื่ออยู่กับเรา เวลานี้พระองค์เชื้อเชิญให้เราอยู่กับพระองค์
พระเยซูปรารถนาจะเลี้ยงฉลองกับเรา เชื้อเชิญพระองค์มาที่พลับพลาของคุณในปี
ยน.7:37-38 “ในวันสุดท้ายของเทศกาล พระเยซูตรัสเสียงดังว่า “ถ้าผู้ใดกระหาย ให้เขาเข้ามาและดื่มเถิด! ผู้ใดก็ตามที่เชื่อในเรา สายธารซึ่งมีน้ำที่ให้ชีวิตจะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น!”
เราเฉลิมฉลองเทศกาลอยู่เพิงอย่างไร ?
ลนต.23:24-43 “...วันที่ 15 ของเดือนที่ 7 เป็นวันเริ่มเฉลิมฉลอง เทศกาลอยู่เพิงขององค์พระผู้เป็นเจ้า และให้ฉลองไปจนครบ 7 วัน...เป็นการประชุมศักดิ์สิทธิ์ และนำเครื่องบูชาด้วยไฟมาถวายแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า
สร้าง “เพิงชั่วคราว” (Sukkah-ที่พักชั่วคราว) พักอยู่ในเพิงเจ็ดวัน...เพื่อลูกหลานของเจ้าจะรู้ว่าได้ให้ชนอิสราเอล
พระเจ้าตรัสกับว่า “สร้างเพิง สำหรับเราด้วย ! พระเกียติสิริของพระเจ้าลงมาและอยู่ท่ามกลางพวกเขา
ในเทศกาลอยู่เพิงในปีนี้ เราจึงต้องจัดเตรียมบ้านของเราให้เป็นที่ประทับแห่งเพิงพระสิริพระเจ้า และฉลองเทศกาลนั้น โดยตั้งเวลานัดพบกับพระองค์ เพื่อเราจะพักสงบในร่มเงาแห่งพระสิริ!
You'll never walk alone. I am your friend who always listens to, and walks along with you.
27 กันยายน 2555
25 กันยายน 2555
บันทึกการเดินทางอิสราเอล(1)
![]() |
| อธิษฐานที่กำแพงร้องไห้ |
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ในครั้งนี้ผมขอแบ่งปันเรื่องการเดินทางไปประเทศอิสราเอล โดยเป็นการแบ่งปันจากสมุดบันทึกการเดินทางของผม ที่จดไว้ในการเดินทางไปที่นั่นในช่วงวันที่ 28 ส.ค.- 5 ก.ย.12 ผมขอแบ่งปันในตอนแรกก่อน และตอนต่อๆไปจะมาแบ่งปันในโอกาสหน้าครับ
ในวันที่ 28 ส.ค. คณะผู้รับใช้เต็มเวลา นำโดยท่านอาจารย์นิมิต พานิช ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรรณภูมิ ในเวลาประมาณ 00.10 น.โดยสายการบินเอลอัล (EL-AL)สายการบินแห่งชาติของอิสราเอล ก่อนที่จะออกเดินทาง ทางเจ้าหน้าที่สนามบินประกาศให้อ.นิมิตและอ.ระเบียบ ได้ย้ายที่นั่งไปนั่งในที่นั่งพิเศษของชั้น Business ขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้า Upclass ยกระดับให้อาจารย์ทั้ง2 ท่าน เพราะการเดินทางต้องใช้เวลานานกว่า 11ชม. ในช่วงเวลาที่อยู่บนเครื่องบิน ผมมีโอกาสได้รับประทานอาหารอิสราเอลครั้งแรกบนเครื่อง รสชาติแปลกดีพอที่จะรับประทานได้ ทั้งนี้เพราะภรรยาของผมมีประสบการณ์กับอาหารที่นั่นมาแล้ว ครั้งนี้เราจึงเตรียมตัวนำเครื่องปรุงประเภทซอสปรุงรสต่างๆ รวมถึงเสบียงอาหารไทยไปด้วย เรียกว่าครั้งนี้ "จัดเต็ม" กลัวจะผอมกลับมาก็ว่าได้เราเดินทางไปถึงสนามบินเบนกูเรียล (Ben Gurion -ชื่อของนายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล) ที่กรุงเทลาวีฟโดยสวัสดิภาพ
พอเดินทางมาถึงเราได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทซาร์เอลทัวร์ พาเราขึ้นรถบัสเพื่อที่จะเดินทางไปยังเมืองชิโลห์(Shiloh)
เมื่อกล่าวถึงเมืองชิโลห์ ชิโลห์เป็นเมืองเก่าแก่ เมืองชิโลห์เป็นสถานที่ที่หีบพันธสัญญาตั้งอยู่กว่า 400ปี ในสมัยผู้เผยพระวจนะเอลี ประชาชนขึ้นไปถวายเครื่องบูชาที่ชิโลห์ปีละ
ครั้ง ในเมืองนี้นางฮันนาห์ได้มาอธิษฐานขอให้มีบุตร และต่อมานางก็มีบุตรชายจึงตั้งชื่อว่า "ซามูเอล"(แปลว่าพระเจ้าทรงฟัง เพราะนางได้ทูลขอจากพระเจ้า 1ซมอ.1:20
)นางจึงได้ถวายซามูเอลให้ปรนนิบัติพระเจ้าอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าที่ชิโลห์
| คริสตจักรโบราณที่เมืองชิโลห์ |
ครั้งนี้อ.นิมิต หนุนใจให้ครอบครัวผู้ที่ยังไม่มีบุตร ได้อธิษฐานต่อพระเจ้าเช่นเดียวกับนางฮันนาห์ ในครั้งนี้ผมและภรรยาได้อธิษฐานร่วมกันเพื่อเราจะมีบุตร
สิ่งที่เป็นข้อเตือนใจของเรานั่นคือ ณ สถานที่ที่ชิโลห์นี้ คนอิสราเอล เขาไม่ได้เชื่อฟังผู้รับใช้ของพระเจ้า คือ เอลี เขาคิดว่าหีบพันธสัญญาอยู่กับพวกเขา เขาจึงจะได้รับชัยชนะ แต่หีบพันธสัญญาต้องอยู่ในพลับพลาของพระเจ้า แต่เขาไม่เชื่อฟังนำหีบออกไป สุดท้ายพวกเขาพ่ายแพ้สงครามต่อพวกฟิลิสเตีย แม้แต่ลูกของเอลีทั้ง 2 คนคือ โฮฟนีและฟีเนหัส ต้องตายในสงครามและหีบพันธสัญญาถูกยึดไปได้ เมื่อข่าวมาถึงเอลี เอลีเสียใจมาก ท่านล้มลงคอหักตาย ความเศร้าเสียใจจึงเกิดทั่วเมืองชิโลห์ แม้แต่ภรรยาของฟิเนหัส คลอดบุตรจึงตั้งชื่อลูกว่า "อีคาโบด" หมายถึงพระสิริที่พรากจากไป (1ซมอ.4:1-22)
ข้อคิดเตือนใจคือ การทรงสถิตของพระเจ้าเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่เราต้องรักษาไว้ แม้คนอิสราเอลจะมีหีบพันธสัญญาแต่เมื่อพวกเขาไม่เชื่อผู้นำของพระเจ้า คือเอลี ผลคือการทรงสถิตและพระสิริได้พรากจากพวกเขาไป
ที่ชิโลห์นี้ เราได้ชมวีดีโอและพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ซึ่งปัจจุบันมีธรรมศาลา(Synagogue)ของชาวยิวสร้างจำลองขนาดเท่าแท่นบูชาอยู่กลางที่ประชุม สิ่งที่เป็นข้อเตือนใจของเรานั่นคือ ณ สถานที่ที่ชิโลห์นี้ คนอิสราเอล เขาไม่ได้เชื่อฟังผู้รับใช้ของพระเจ้า คือ เอลี เขาคิดว่าหีบพันธสัญญาอยู่กับพวกเขา เขาจึงจะได้รับชัยชนะ แต่หีบพันธสัญญาต้องอยู่ในพลับพลาของพระเจ้า แต่เขาไม่เชื่อฟังนำหีบออกไป สุดท้ายพวกเขาพ่ายแพ้สงครามต่อพวกฟิลิสเตีย แม้แต่ลูกของเอลีทั้ง 2 คนคือ โฮฟนีและฟีเนหัส ต้องตายในสงครามและหีบพันธสัญญาถูกยึดไปได้ เมื่อข่าวมาถึงเอลี เอลีเสียใจมาก ท่านล้มลงคอหักตาย ความเศร้าเสียใจจึงเกิดทั่วเมืองชิโลห์ แม้แต่ภรรยาของฟิเนหัส คลอดบุตรจึงตั้งชื่อลูกว่า "อีคาโบด" หมายถึงพระสิริที่พรากจากไป (1ซมอ.4:1-22)
ข้อคิดเตือนใจคือ การทรงสถิตของพระเจ้าเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่เราต้องรักษาไว้ แม้คนอิสราเอลจะมีหีบพันธสัญญาแต่เมื่อพวกเขาไม่เชื่อผู้นำของพระเจ้า คือเอลี ผลคือการทรงสถิตและพระสิริได้พรากจากพวกเขาไป
เดินทางสู่เบธเอล
เมื่อเสร็จจากเมืองชิโลห์ เราก็นั่งรถต่อไปที่เบธเอล(ชื่อหมายถึงบ้านของพระเจ้า ปฐก.28:19) เมืองเบธเอล เป็นสถานที่ที่ยาโคบฝันเห็นบันไดทอดจากโลกขึ้นสวรรค์และมีเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้ากำลังขึ้นลงบันไดนั้น เป็นที่ที่ยาโคบได้พบและสนทนากับพระเจ้า (ปฐก.28) สถานที่แห่งนี้ทำให้ท่านได้พบอัตตลักษณ์ของตนเอง ท่านไม่ได้เป็นยาโคบซึ่งชื่อแปลว่าเขาหลอก(ปฐก.25:26)อีกต่อไป แต่เขาถูกเปลี่ยนชื่อเป็นอิสราเอล ท่านจึงได้บรรพบุรุษของชนชาติอิสราเอล 12 เผ่า
ปฐก. 32:28 บุรุษนั้นจึงว่า "เขาจะไม่เรียกเจ้าว่ายาโคบต่อไป แต่จะเรียกว่า อิสราเอล {แปลว่า เขาผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า หรือพระเจ้าทรงปล้ำสู้} เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ"
ข้อคิดที่ได้จากสถานที่นี้คือ เราต้องพบอัตลักษณ์ของเราในแผนการของพระเจ้า เพื่อเราจะไปสู่เป้าประสงค์ของพระองค์
ในครั้งนี้ ผมได้นำก้อนหินมาหนุนศีรษะและนอนลงบนสถานที่นี้(ทำแบบยาโคบ) และอธิษฐานให้พระเจ้าทำให้ผมได้ค้นพบอัตลักษณ์ในชีวิตเพื่อส่งผลต่อการรับใช้พระองค์ต่อไป
ณ สถานที่เบธเอลนี้ อ.นิมิตและเราทุกคนที่ไปได้ร่วมใจกันอธิษฐานเผื่อพี่น้องชาวอิสราเอลที่ทำทัวร์ในนามของซาร์เอลทัวร์และอธิษฐานเผื่อคุณนวลละออ ในนามของเบธเอลทัวร์ ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรให้กับบริษัททัวร์ทั้ง 2 แห่งนี้ได้เป็นพระพรกับคนไทยและอิสราเอลต่อไป
ที่เบธเอลนี้เอง ในสมัยของกษัตริย์เรโหโบอัม พระโอรสของกษัตริย์โซโลมอน อิสราเอลแตกเป็น 2 ส่วนคือ 10เผ่าทางเหนือนำโดยเยโรโบอัม มีสะมาเรียเป็นเมืองหลวง เยโรโบอัมได้สร้างวัวทองคำและสถานบูชาไว้ที่เบธเอลเพื่อให้อิสราเอล 10 เผ่าจะได้ไม่ต้องขึ้นไปนมัสการพระเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม ส่วนอีก 2เผ่าคือยูดาห์และเบนยามิน มีกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง นี่คือสิ่งที่เมื่อผู้นำทำผิดพลาด ผลเสียก็ตกมาสู่คนภายใต้
หลังจากที่เบธเอล เราได้เดินทางเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม ผมสัมผัสได้ถึงการทรงสถิตของพระเจ้า ณ ที่นั่น ตลอดทั้งวันเรากำลังเดินตามการทรงสถิตของพระเจ้า (Divine presence) จากชิโลห์ ไปเบธเอล และไปสู่กรุงเยรูซาเล็ม นี่เป็นเพียงแค่วันแรกในแผ่นดินพันธสัญญาของพระเจ้า ยังมีความน่าตื่นเต้นมากขนาดนี้ เรากำลังจะเดินทางไปที่เยรูซาเล็ม นครแห่งสันติสุข เรามาเพื่อจะยืนเคียงข้างในพันธสัญญาร่วมกับอิสราเอล ชนชาติแห่งพระพร
ในครั้งนี้ ขอจบไว้เท่านี้ก่อนนะครับ ติดตามตอนต่อไปเมื่อเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ
15 กันยายน 2555
คำอธิษฐานอวยพรประจำเดือนทิชรี(Tishrei)
เดือนทิชรี :เดือนที่ 7 ของฮีบรู
แต่ละเดือนของฮีบรูนั้นมีพระพรที่เฉพาะเจาะจงสำหรับเราที่จะเข้าไปรับ เราจำเป็นต้องรู้ว่าพรเหล่านั้นคืออะไรและป่าวประกาศออกมา และอธิษฐาน นี่เป็นวิธีที่เราจะทำงานร่วมกับพระเจ้า (2คร.6.1) เมื่อเราเดินอยู่ในวาระเวลาของพระเจ้า เราก็เข้าสู่วงจรของพระองค์ที่จะดึงเราให้สูงขึ้น เข้าไปสู่ความอุดมสมบูรณ์
เดือนทิชรี : 30 วัน ปี 2012 ตรงกับช่วงวันที่ 17ก.ย.-16 ต.ค.12
ทิชรีเป็นเดือนแรกของปีถ้านับในทางราชการ และเป็นเดือนที่ 7 ถ้านับในทางศาสนา มี 3 เทศกาลในเดือนนี้คือ
1)เทศกาลเป่าแตรเขาสัตว์-"รอช ฮาชชะนาห์"(Rosh Hashanah) (เริ่มเย็นวันที่ 16 ก.ย.12 จนถึงเย็นที่ 18 ก.ย.12) เพื่อปลุกให้ตื่นขึ้นสู่ความดีของพระเจ้า
2)วันแห่งการลบมลทินบาป(ยม คิปปูร์-Yom Kippur)(ช่วง 10วันแห่งความยำเกรงพระเจ้า วันที่ 1-10 Tishrei หรือวันที่ 16-26 ก.ย.12 วันที่ 26 ก.ย.เป็นวันลบมลทินบาป(Yom Kippur) เพื่อเตือนเราว่าพระเยซูทรงชดใช้บาปทั้งสิ้นแทนเรา
3)เทศกาลอยู่เพิง (สุคต-Sukkot)(ช่วงวันที่ 15-21Tishrei - วันที่1-7ต.ค.12)
เพื่อเราจะได้สามัคคีธรรม ชื่นชม และดำเนินอยู่ต่อการทรงสถิตของพระเจ้าและรับความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์
1)เดือนแห่งเผ่าเอฟราอิม บุตรคนที่สองของโยเซฟ จงเกิดผลและทวีคูณ! (ปฐก 49.22 โยเซฟเป็นกิ่งที่เกิดผล มีกิ่งเลื้อยไปบนกำแพง ปฐก 49.26 พรของบิดาเจ้ายิ่งใหญ่กว่าพรของภูเขา)
2)เดือนที่เจ็ด เดือนอันเป็น "ที่รักยิ่ง" เพราะว่าบรรดาเลข 7 เป็นที่รัก และสร้างเดือนที่ "พอใจ" หรือ "เต็มอิ่ม" (เราได้ทำงานผ่านเลขสาม 2 ครั้ง และตอนนี้กำลังเป็นการเริ่มต้นใหม่) คิดใน "ความบริบูรณ์ของพระเจ้า" คิดถึงความอุดมสมบูรณ์และความดีของพระองค์ที่กำลังไหลท่วมท้น
3)เดือนที่การจัดเตรียมจากเบื้องบนนั้นสร้าง "การเริ่มต้น" (สังเกตว่าเป็นเดือนแรกตามปีปฏิทินฮีบรู) จงคาดหวังว่าสิ่งใหม่ๆกำลัง "เริ่มต้นขึ้น" สำหรับคุณ ณ ตอนนี้ ที่ผ่านมาคุณอยู่ในเวลาแห่งการตระเตรียม แต่ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นกำลังเริ่มต้นแล้ว
4)การเริ่มต้นของหกเดือนแห่ง "แสงสะท้อน" นี่จะเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมของเรา วิธีที่เราใช้เวลา วิธีที่เราทำงาน วิธีที่พืชผลเจริญขึ้น วิธีที่เราเก็บเกี่ยว
- จงคิดถึงตัวคุณเองในฐานะเป็นผู้สะท้อนพระสิริของพระเจ้าไปรอบตัวคุณ (อสย.60.1-9,ยน 8.12; 9.5)
- จงคิดถึงพระเจ้าที่สะท้อนพระสิริของพระองค์บนชีวิตคุณ
5)เดือนของตัวอักษรฮีบรู LAMED ל ที่เล็งถึงความปรารถนายิ่งที่จะหวนกลับสู่แหล่งที่สมบูรณ์ของคุณ พระเจ้าทรงเป็นแหล่งของเรา เราต้องอธิษฐานว่า "ข้าแต่พระเจ้า ทำอย่างไรเราจึงจะกลับมามั่นใจได้ว่าเราไหลไปตามสิ่งที่พระองค์กำลังทำ?"
6)เดือนแห่งการหวนคืน เราต้องป่าวประกาศสิ่งที่เคยกระจัดกระจายไปให้กลับคืนมา (จำไว้ว่า วิญญาณชั่วต้องการกวาดให้กระจายและทำให้เราหมดไฟ พระเจ้าต้องการรวบรวมและทำให้เราเข้มแข็ง)
7)เดือนแห่งราศีตุลย์ (ตาชั่ง) การกระทำของมนุษย์จะถูกชั่ง และการพิพากษาจะถูกปลดปล่อย สังเกตว่า "วันแห่งการลบมลทินบาป" ซึ่งเป็นวันที่ 10 เดือนทิชรีนั้น ถูกมองว่าเป็นวันแห่งการพิพากษา ในเดือนนี้เราจดจ่อกับระบบกระบวนการยุติธรรมมากกว่าในเดือนอื่นๆ
8)เดือนแห่งการ "แตะต้อง" ให้คิดถึงผู้หญิงที่ฝ่าเข้ามาและแตะเสื้อผ้าของพระเยซู นี่เป็นเวลาที่จะรู้สึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้า แตะพระองค์และให้พระองค์ปลดปล่อยฤทธิ์ของพระองค์ให้คุณ (ลก.8.40-49) สังเกตด้วยว่าเทศกาลอยู่เพิงเกิดขึ้นในเดือนนี้ ก็เพื่อให้เราได้ดำเนินอยู่ในพระสิริของพระเจ้า - คือดำเนินอยู่ในการทรงสถิตของพระองค์
9)เดือนแห่งถุงน้ำดี สิ่งนี้บ่อยครั้งเชื่อมโยงกับอาการสะดุ้งตื่น ดังนั้นจงคิดถึงการตื่นตัวฝ่ายวิญญาณ แล้วต้องมั่นใจว่าคุณได้กำจัดสิ่งที่ขัดขวางคุณไม่ให้กลับสู่หรือเข้าสู่ความไพบูลย์ของพระเจ้าที่มีไว้สำหรับคุณ
10)เฝ้าระวังความขมขื่น ณ ต้นปีนี้ คุณต้องล้างตัวคุณเองจากความขมขื่น ที่จุดเริ่มต้นของปี (เดือนแรก) คุณต้องระวังความขมขื่น และตอนนี้ในเดือนที่ 7 ให้ไปไกลขึ้นอีกก้าวและต้องมั่นใจได้ว่าคุณถูกล้างแล้วจากความขมขื่นทั้งหมด ทั้งต่อคนอื่น ต่อตัวคุณเอง และต่อพระเจ้า (ฮบ.12.15)
11)เดือนแห่งการควบคุมสภาพสมดุลอย่างดี บางสิ่งกำลังเข้าสู่การเสร็จสมบูรณ์ ในขณะที่สิ่งอื่นๆเพิ่งจะเริ่มต้น
12)เดือนนี้เชื่อมโยงกับโยเซฟ ซึ่งอ้างอิงถึงสัดส่วน 2 เท่า (ปฐก 49.22-26 จากโยเซฟคนเดียว มาเป็น ลูกชาย 2 คน คือ เอฟราอิม กับ มนัสเสห์ ผู้ซึ่งกลายมาเป็น 2 ใน 12 เผ่าของอิสราเอล)
(ข้อมูลจาก http://www.arise5.com/#/hebrew-months)
(ขอขอบคุณ คุณเอกจิต จรุงพรสวัสดิ์ ผู้แปล)
แต่ละเดือนของฮีบรูนั้นมีพระพรที่เฉพาะเจาะจงสำหรับเราที่จะเข้าไปรับ เราจำเป็นต้องรู้ว่าพรเหล่านั้นคืออะไรและป่าวประกาศออกมา และอธิษฐาน นี่เป็นวิธีที่เราจะทำงานร่วมกับพระเจ้า (2คร.6.1) เมื่อเราเดินอยู่ในวาระเวลาของพระเจ้า เราก็เข้าสู่วงจรของพระองค์ที่จะดึงเราให้สูงขึ้น เข้าไปสู่ความอุดมสมบูรณ์
เดือนทิชรี : 30 วัน ปี 2012 ตรงกับช่วงวันที่ 17ก.ย.-16 ต.ค.12
ทิชรีเป็นเดือนแรกของปีถ้านับในทางราชการ และเป็นเดือนที่ 7 ถ้านับในทางศาสนา มี 3 เทศกาลในเดือนนี้คือ
1)เทศกาลเป่าแตรเขาสัตว์-"รอช ฮาชชะนาห์"(Rosh Hashanah) (เริ่มเย็นวันที่ 16 ก.ย.12 จนถึงเย็นที่ 18 ก.ย.12) เพื่อปลุกให้ตื่นขึ้นสู่ความดีของพระเจ้า
2)วันแห่งการลบมลทินบาป(ยม คิปปูร์-Yom Kippur)(ช่วง 10วันแห่งความยำเกรงพระเจ้า วันที่ 1-10 Tishrei หรือวันที่ 16-26 ก.ย.12 วันที่ 26 ก.ย.เป็นวันลบมลทินบาป(Yom Kippur) เพื่อเตือนเราว่าพระเยซูทรงชดใช้บาปทั้งสิ้นแทนเรา
3)เทศกาลอยู่เพิง (สุคต-Sukkot)(ช่วงวันที่ 15-21Tishrei - วันที่1-7ต.ค.12)
เพื่อเราจะได้สามัคคีธรรม ชื่นชม และดำเนินอยู่ต่อการทรงสถิตของพระเจ้าและรับความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์
1)เดือนแห่งเผ่าเอฟราอิม บุตรคนที่สองของโยเซฟ จงเกิดผลและทวีคูณ! (ปฐก 49.22 โยเซฟเป็นกิ่งที่เกิดผล มีกิ่งเลื้อยไปบนกำแพง ปฐก 49.26 พรของบิดาเจ้ายิ่งใหญ่กว่าพรของภูเขา)
2)เดือนที่เจ็ด เดือนอันเป็น "ที่รักยิ่ง" เพราะว่าบรรดาเลข 7 เป็นที่รัก และสร้างเดือนที่ "พอใจ" หรือ "เต็มอิ่ม" (เราได้ทำงานผ่านเลขสาม 2 ครั้ง และตอนนี้กำลังเป็นการเริ่มต้นใหม่) คิดใน "ความบริบูรณ์ของพระเจ้า" คิดถึงความอุดมสมบูรณ์และความดีของพระองค์ที่กำลังไหลท่วมท้น
3)เดือนที่การจัดเตรียมจากเบื้องบนนั้นสร้าง "การเริ่มต้น" (สังเกตว่าเป็นเดือนแรกตามปีปฏิทินฮีบรู) จงคาดหวังว่าสิ่งใหม่ๆกำลัง "เริ่มต้นขึ้น" สำหรับคุณ ณ ตอนนี้ ที่ผ่านมาคุณอยู่ในเวลาแห่งการตระเตรียม แต่ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นกำลังเริ่มต้นแล้ว
4)การเริ่มต้นของหกเดือนแห่ง "แสงสะท้อน" นี่จะเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมของเรา วิธีที่เราใช้เวลา วิธีที่เราทำงาน วิธีที่พืชผลเจริญขึ้น วิธีที่เราเก็บเกี่ยว
- จงคิดถึงตัวคุณเองในฐานะเป็นผู้สะท้อนพระสิริของพระเจ้าไปรอบตัวคุณ (อสย.60.1-9,ยน 8.12; 9.5)
- จงคิดถึงพระเจ้าที่สะท้อนพระสิริของพระองค์บนชีวิตคุณ
5)เดือนของตัวอักษรฮีบรู LAMED ל ที่เล็งถึงความปรารถนายิ่งที่จะหวนกลับสู่แหล่งที่สมบูรณ์ของคุณ พระเจ้าทรงเป็นแหล่งของเรา เราต้องอธิษฐานว่า "ข้าแต่พระเจ้า ทำอย่างไรเราจึงจะกลับมามั่นใจได้ว่าเราไหลไปตามสิ่งที่พระองค์กำลังทำ?"6)เดือนแห่งการหวนคืน เราต้องป่าวประกาศสิ่งที่เคยกระจัดกระจายไปให้กลับคืนมา (จำไว้ว่า วิญญาณชั่วต้องการกวาดให้กระจายและทำให้เราหมดไฟ พระเจ้าต้องการรวบรวมและทำให้เราเข้มแข็ง)
7)เดือนแห่งราศีตุลย์ (ตาชั่ง) การกระทำของมนุษย์จะถูกชั่ง และการพิพากษาจะถูกปลดปล่อย สังเกตว่า "วันแห่งการลบมลทินบาป" ซึ่งเป็นวันที่ 10 เดือนทิชรีนั้น ถูกมองว่าเป็นวันแห่งการพิพากษา ในเดือนนี้เราจดจ่อกับระบบกระบวนการยุติธรรมมากกว่าในเดือนอื่นๆ
8)เดือนแห่งการ "แตะต้อง" ให้คิดถึงผู้หญิงที่ฝ่าเข้ามาและแตะเสื้อผ้าของพระเยซู นี่เป็นเวลาที่จะรู้สึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้า แตะพระองค์และให้พระองค์ปลดปล่อยฤทธิ์ของพระองค์ให้คุณ (ลก.8.40-49) สังเกตด้วยว่าเทศกาลอยู่เพิงเกิดขึ้นในเดือนนี้ ก็เพื่อให้เราได้ดำเนินอยู่ในพระสิริของพระเจ้า - คือดำเนินอยู่ในการทรงสถิตของพระองค์
9)เดือนแห่งถุงน้ำดี สิ่งนี้บ่อยครั้งเชื่อมโยงกับอาการสะดุ้งตื่น ดังนั้นจงคิดถึงการตื่นตัวฝ่ายวิญญาณ แล้วต้องมั่นใจว่าคุณได้กำจัดสิ่งที่ขัดขวางคุณไม่ให้กลับสู่หรือเข้าสู่ความไพบูลย์ของพระเจ้าที่มีไว้สำหรับคุณ
10)เฝ้าระวังความขมขื่น ณ ต้นปีนี้ คุณต้องล้างตัวคุณเองจากความขมขื่น ที่จุดเริ่มต้นของปี (เดือนแรก) คุณต้องระวังความขมขื่น และตอนนี้ในเดือนที่ 7 ให้ไปไกลขึ้นอีกก้าวและต้องมั่นใจได้ว่าคุณถูกล้างแล้วจากความขมขื่นทั้งหมด ทั้งต่อคนอื่น ต่อตัวคุณเอง และต่อพระเจ้า (ฮบ.12.15)
11)เดือนแห่งการควบคุมสภาพสมดุลอย่างดี บางสิ่งกำลังเข้าสู่การเสร็จสมบูรณ์ ในขณะที่สิ่งอื่นๆเพิ่งจะเริ่มต้น
12)เดือนนี้เชื่อมโยงกับโยเซฟ ซึ่งอ้างอิงถึงสัดส่วน 2 เท่า (ปฐก 49.22-26 จากโยเซฟคนเดียว มาเป็น ลูกชาย 2 คน คือ เอฟราอิม กับ มนัสเสห์ ผู้ซึ่งกลายมาเป็น 2 ใน 12 เผ่าของอิสราเอล)
(ข้อมูลจาก http://www.arise5.com/#/hebrew-months)
(ขอขอบคุณ คุณเอกจิต จรุงพรสวัสดิ์ ผู้แปล)
11 กันยายน 2555
Rosh Hashanah ปี 5773 ปีแห่งพระพรความมั่งคั่ง
สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน ในครั้งนี้ผมได้กลับมาเขียนบทความลงใน Blog อีกครั้งหลังจากไม่ได้เขียนมานานเกือบเดือน เนื่องจากติดภารกิจหลายประการและเพิ่งเดินทางกลับมาจากการไปประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 ส.ค.-6 ก.ย.12 ที่ผ่านมา ผมได้จดบันทึกการเดินครั้งนี้ไว้ ในโอกาสต่อไปคงจะได้มาเขียนเพื่อเล่าสู่กันฟัง
ในช่วงเดินทางไปอิสราเอลได้ทำความเข้าใจหลายประการเกี่ยวกับวัฒนธรรม การดำเนินชีวิตและความหมายของคำในภาษาฮีบรูของชาวอิสราเอลเพิ่มขึ้น ทำให้เข้าใจสิ่งที่เป็นความสำคัญของพระวจนะของพระเจ้าที่บันทึกในพระคัมภีร์มากยิ่งขึ้น เป็นการท่องโลกในพระคัมภีร์ ดังนั้นประเทศอิสราเอลจึงเป็นประเทศที่น่าหลงไหล การทรงสถิตของพระเจ้าในประเทศนี้ทำให้ผมหลงรักประเทศเทศนี้ ผมเชื่อว่าเมื่อผู้ใดไปแล้วคงต้องอยากจะกลับไปอีกครั้ง
สำหรับบทความในครั้งนี้ ผมขอแบ่งปันในเรื่องเทศกาลเสียงแตรเขาสัตว์ หรือที่เรียกว่า "รอช ฮาชชะนาห์"(Rosh Hashanah)เทศกาลนี้มีความสำคัญอย่างไร นั่นก็คือ เป็นการเริ่มต้นปี (Head of the year)หรือเรียกง่ายว่า เทศกาลปีใหม่ของชาวอิสราเอล การเป่าแตรเขาสัตว์(Shofar)เป็นการปลุกให้ตื่นขึ้นเพื่อจะกลับมาแสวงหาพระเจ้า ในวัฒธรรมของชาวอิสราเอลหรือชาวยิว เขาจะมีการเป่าแตรเขาสัตว์ในทุกต้นเดือนที่เราเรียกว่า "รอช โคเดช" (Rosh Chodesh) คำว่า "รอช" (Rosh)หมายถึง ต้น หรือ หัว(head) ส่วนคำว่า "โคเดช" (Chodesh) ให้ความหมายว่า การชำระชีวิต(sanctify)เป็นการ "ตั้งสติก่อนสตาร์ท"เพื่อให้พระเจ้าอวยพระพรชีวิตก่อนเริ่มต้นในแต่ละเดือนโดยนับจากวันขึ้นค่ำดวงจันทร์วันใหม่(new moon)ของการเริ่มต้นเดือนใหม่ตามปฏิทินแบบจันทรคติของยิว
(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้จาก บทความ :ความเข้าใจเกี่ยวกับผลแรกในวันต้นเดือน(Rosh Chodesh))
2.เทศกาลวันลบมลทินบาป(ยม คิปปูร์-Yom Kippur)(ช่วง 10วันแห่งความยำเกรงพระเจ้า วันที่ 1-10 Tishrei หรือวันที่ 16-26 ก.ย.12 วันที่ 26 ก.ย.เป็นวันลบมลทินบาป(Yom Kippur)
3.เทศกาลอยู่เพิง(สุคต-Sukkot)(ช่วงวันที่ 15-21Tishrei - วันที่1-7ต.ค.12)
สำหรับในเทศกาล"รอช ฮาชชะนาห์"(Rosh Hashanah)ปี 2012 นี้ เป็นการเริ่มต้นปี 5773 ปีแห่งพระพรความมั่งคั่ง ปี 5773 เป็นปีการรื้อฟื้นสู่การไถ่กลับมาทั้งหมด ปีที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างช่องว่างของอดีตไปสู่อนาคต (From recovery to wholeness : A year to bride the gap between past and future)
หากพิจารณาตามความหมายเชิงสัญลักษณ์ของอักษรฮีบรู คือ ปี "Ayin-Gimel"ג ע ผมขอนุญาตสรุปความหมายโดยสังเขปดังนี้ (ในช่วงสัมมนา Issacar camp วันที่ 26-28ต.ค.นี้ Dr.Robert Heidler จาก Glory of Zion จะมาอธิบายให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งมากขึ้น)
ตัวอักษรเอยิน ע (Ayin) คือ ตัวอักษรที่เป็นภาพของดวงตาที่มองเห็น เป็นปีแห่งการเปลี่ยน หมายถึงเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแล้วไม่ใช่เป็นปีของสิ่งเดิมๆ เปลี่ยนในที่นี้หมายถึงเป็นปีแห่งการจบสิ้นสิ่งเก่าและเริ่มต้นสิ่งใหม่ ไม่ใช่คิดว่าเริ่มต้นสิ่งใหม่แต่ยังวังวนในสิ่งเก่านี่ไม่ใช่การเริ่มต้นสิ่งใหม่ สิ่งใหม่ก็คือสิ่งใหม่ พระเจ้ากำลังทำสิ่งใหม่
ตัวอักษรกิเมล ג (Gimel) คือ ตัวอักษรภาพที่เป็นภาพของตัวอูฐ หมายถึง ความมั่งคั่ง พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนมั่งมีจะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ก็ยาก เราบอกท่านทั้งหลายอีกว่า ตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในอาณาจักรของพระเจ้า"
พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า เมื่อพวกสาวกของพระองค์ได้ยินก็ประหลาดใจมาก จึงทูลว่า "ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้" พระเยซูทอดพระเนตรดูพวกสาวกและตรัสกับเขาว่า "ฝ่ายมนุษย์ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่พระเจ้าทรงกระทำให้เป็นไปได้ทุกสิ่ง"(มธ 19:24-26)
แนวคิดของพระคัมภีร์โยงอูฐกับความมั่งคั่งนั้น พระเยซูคริสต์ทรงตระหนักและยืนยันสิ่งนี้เมื่อพระองค์ทรงเลือกอูฐเพื่อเปรียบเทียบกับคนรวยในหนึ่งในคำสอนที่มีชื่อเสียงของพระองค์ ซึ่งได้แสดงไว้ในตอนต้นของบทนี้ด้วย กล่าวว่า "ตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในอาณาจักรของพระเจ้า"
รูเข็มให้ความหมาย 2 แบบคือโพลงที่ให้สัตว์รอดช่องที่กำแพง หรืออาจจะเป็นรูเข็มจริงๆที่ใช้เย็บผ้าก็ได้ แต่ในฝ่ายวิญญาณหมายถึงทางแคบแห่งกางเขนซึ่งผู้ที่ติดตามพระคริสต์ต้องปรารถนาจะวางทุกสิ่งลงโดยสมบูรณ์เพื่อที่จะเข้าไปในแผ่นดินของพระเจ้าได้ ดังที่มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า "ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตของตนรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาจิตวิญญาณของตนกลับคืนมา"(มธ.16:25-27)
แม้พระเจ้าทรงประสงค์จะเป็นที่หนึ่งในหัวใจคนของพระองค์ พระองค์ก็ทรงรับประกันว่าทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์ และปฏิเสธตนเองจะได้รับรางวัล ดังที่พระเยซูคริสต์เจ้าเองก็ทรงสัญญาเช่นนั้นว่าจะได้รับตอบแทนร้อยเท่า คือบ้าน พี่น้องชายหญิง มารดา บุตรและที่ดิน ทั้งจะถูกการข่มเหงด้วย และในโลกหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร์(มก. 10:29)
ผมนึกถึงตอนที่ผมอยู่ที่ประเทศอิสราเอล จะมีช่องอุโมงค์ที่กษัตริย์ดาวิดให้ทหารขุดไปเพื่อไปยึดและเอาชนะคนเยบุสได้ จึงสถาปนาเป็นเมืองของดาวิด(City of David)ได้
ทีมที่เราไปอิสราเอลได้เดินผ่านอุโมงค์นั้น และอธิษฐานเป็นการทะลุทะลวงฝ่ายวิญญาณ(breakthrough)วันนี้เราต้องเอาชนะปัญหาของเราให้ได้เพื่อรับพระพรจากพระเจ้า
รากศัพท์ของคำว่า "gomel" ใช้ในความหมายของ ผู้อุปการะ หรือ ผู้ที่ปฏิบัติอย่างใจกรุณา ความหมายนี้มีฐานมาจากข้อกิเมลในท้ายบทที่31ของพระธรรมสุภาษิต (สภษ 31:12) “เธอจะทำความดีให้เขา ไม่ทำความร้าย ตลอดชีวิตของเธอ” เช่นกัน พระคัมภีร์ก็ใช้รากฐานอันนี้แหละเพื่อบรรยายความรักที่ท่วมท้นที่พระเจ้าประทานแก่เรา
5 ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลจะหันมาหาเจ้า ความมั่งคั่งของบรรดาประชาชาติจะมายังเจ้า
6 มวลอูฐจะมาห้อมล้อมเจ้า อูฐหนุ่มจากมีเดียนและเอฟาห์ บรรดาเหล่านั้นจากเชบาจะมา เขาจะนำทองคำและกำยาน และจะบอกข่าวดีถึงกิจการอันน่าสรรเสริญของพระเยโฮวาห์
(มวลอูฐ ไม่ใช่ มูลอูฐ มวลอูฐจึงเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งที่จะมา)
ตัวอักษรกิเมล เครื่องหมายแสดงพระกรุณานิรันดร์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงประทานสิ่งเหล่านี้แก่เรา กิเมลเป็นเครื่องหมายแสดงพระกรุณานิรันดร์ของพระเจ้า นี่เป็นของความหมายที่เราต้องทำความเข้าใจเพื่อเราจะได้คาดหวังในการได้รับมรดกแห่งพระพรความมั่งคั่งเมื่อเราเชื่อมต่อกับชนชาติของพระเจ้าคืออิสราเอล (ปฐก.12) เราจะได้รับพระพร
หากเปรียบเทียบอูฐเป็นยานพาหนะในปัจจุบัน จะเป็นเสมือนรถยนต์โก้หรู ยี่ห้อประมาณ Benz ,Volvo หรือบางคนอาจจะใช้รถยี่ห้อ Jaguar เป็นการเสริมสร้างบารมีเรียกว่า "รถโชว์" ไม่ใช่ "รถใช้" เพราะรถใช้งานจะเป็นพวกรถยี่ห้อ Toyota หรือ Honda หรือรถกระบะ ทนทานสมบุกสมบัน
ในประเทศอิสราเอลในสมัยก่อนจะใช้ลาหรือล่อในการเดินทาง หากผู้ใดมีอูฐถือว่ามีความมั่งคั่ง เมื่อผมเดินทางไปภูเขามะกอกเทศที่อิสราเอล จะมีลาเช่าให้ขี่รอบเมือง เพื่อระลึกถึงตอนที่พระเยซูคริสต์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มโดยทรงลูกลา(มธ.21)คนที่นั่นจะเรียกว่า "Jesus's taxi"
ความมั่งคั่งที่พระเจ้าจะอวยพรให้เราผ้ที่เชื่อในปีนี้นั้น ไม่ได้ให้เราเก็บไว้แต่ตนเองฝ่ายเดียว เพราะนั่นเป็นวิญญาณความยากจนที่จะครอบงำชีวิตเรา เพราะบางครั้งคนที่มีเงินเป็นเศรษฐีแต่กลับยากจนฝ่ายวิญญาณเพราะ "มีใจงก" ไม่ยอมแจกจ่ายออกไป แต่ต้องเป็นเศรษฐี "มีใจงาม"ที่แจกจ่ายออกไป แบบคริสตจักรชาวแคว้นมาซิโดเนีย ที่อัครทูตเปาโลชมเชย 2คร.8:1-3 ยิ่งกว่านี้ พี่น้องทั้งหลาย เราใคร่ให้ท่านทราบถึงพระคุณของพระเจ้า โดยที่พระองค์ได้ทรงโปรดประทานแก่คริสตจักรต่างๆในแคว้นมาซิโดเนีย เพราะว่าเมื่อคราวที่พวกเขาถูกทดลองอย่างหนักได้รับความทุกข์ยาก ความยินดีล้นพ้นของเขาและความยากจนแสนเข็ญของเขานั้น ก็ล้นออกมาเป็นใจโอบอ้อมอารีของเขา เพราะข้าพเจ้าเป็นพยานได้ว่า เขาถวายโดยสุดความสามารถของเขา ที่จริงก็เกินความสามารถของเขาเสียอีก และเขายังได้วิงวอนเรามากมายขอให้เรายอมรับของถวายนั้น และให้เขามีส่วนในการช่วยวิสุทธิชนด้วย ไม่เหมือนที่เราได้คาดหมายไว้ แต่ได้ถวายตัวเขาเองแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าก่อน แล้วได้มอบตัวให้เราตามพระประสงค์ของพระเจ้า
ดังนั้นเราคงเข้าใจแล้วว่าทำไมพระธรรม 2 คร. จึงทำให้อัครทูตเปาโลผู้ซึ่งทนทุกข์หนักหนาในพันธกิจแห่งข่าวประเสริฐของเขาได้พรรณนาตัวเขาไว้ว่า “เหมือนคนยากจน แต่ยังทำให้คนเป็นอันมากมั่งมี เหมือนคนไม่มีอะไรเลย แต่ยังมีสิ่งสารพัดบริบูรณ์” และทำไมท่านจึงใช้ถ้อยคำแบบเดิมในเวลาต่อมาในพระธรรมนี้เพื่อบรรยายข่าวประเสริฐในรูปของความยากจนและความมั่งคั่ง เพราะท่านทั้งหลายรู้จักพระคุณของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราว่า แม้พระองค์มั่งคั่ง พระองค์ก็ยังทรงยอมเป็นคนยากจน เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายเพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนมั่งมี เนื่องจากความยากจนของพระองค์(2คร.8:9)
พระเยซูคริสต์ พระองค์ผู้ทรงอยู่ในสภาพพระเจ้ามิได้ทรงเห็นว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นการแย่งชิงเอาไปเสีย แต่ได้ทรงกระทำพระองค์เองให้ไม่มีชื่อเสียงใดๆ และทรงรับสภาพอย่างผู้รับใช้ ทรงถือกำเนิดในลักษณะของมนุษย์ และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลง ยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน
(ฟป. 2:6-7)
พระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์จากสวรรค์ของเรา พระองค์ทรงส่งทูตของพระองค์ขี่อูฐ(camel)มาเป็นผู้เปิดประตูสวรรค์ด้วยกุญแจที่มาจากพระโลหิตของพระองค์เพื่อช่วยจิตวิญญาณของเราจากขุมนรกและนำเราเข้าไปในอาณาจักรแห่งพระสิริของพระองค์ เป็นไถ่สิ่งที่เราสูญเสียไปในอดีตโดยมารซาตาน ถึงแล้วที่เราในฐานะคริสตจักรของพระองค์จะต้องใช้กุญแจแห่งความเชื่อนี้ เปิดประตูความตาย "เพื่อปล้นนรก ปลูกอาณาจักรของพระเจ้า" ตามที่พระเยซูคริสต์มอบไว้(มธ.16:18)
ในปีนี้คริสตจักรแห่งพระบัญชา(UCC)เรามีการเฉลิมฉลองในวันอาทิตย์ที่ 16 ก.ย.เรามีการอธิษฐานและนมัสการจนถึงเวลาหกโมงเย็น เพื่อเป็นการนับถอยจากปี 5772 ปีแห่งพันธสัญญา ไปสู่ปี 5773 เป็นปีพระพรแห่งความมั่งคั่ง
ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลในภาพรวม เราสามารถเตรียมชีวิตของเราและฉลองเทศกาลต่างๆในเดือนนี้ในภาพส่วนบุคคลได้ ผมขอเสนอแนวทางการปฏิบัติในเทศกาลในกลุ่มย่อยๆ ดังนี้ครับ
การฉลองในเทศกาล Rosh Hashanah มีการรับประทานอาหารร่วมกัน ที่นิยมคือ การรับประทานแอปเปิ้ลจิ้มน้ำผึ้งในช่วงวันขึ้นปีใหม่ จะอวยพรกันว่า
ขอพระเจ้าอวยพระพรในเทศกาลแห่งปีใหม่นี้ครับ
18 สิงหาคม 2555
เดินในพันธสัญญาร่วมกับอิสราเอล
สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน ผมได้เขียนบทความนี้เพื่อบันทึกการเดินทางสู่ประเทศอิสราเอล ดินแดนแห่งพันธสัญญาของพระเจ้า ซึ่งผมจะเดินทางไปในช่วงวันที่ 28 ส.ค.-5ก.ย.12 ผมเชื่อว่าการเดินทางในครั้งนี้จะมีสิ่งที่ดีและพระพรที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ หลังจากกลับมาจากประเทศอิสราเอล ผมจะมาเขียนเล่าสู่กันฟังนะครับ
ในครั้งนี้ขอแบ่งปันในเรื่อง "เดินในพันธสัญญาร่วมกับอิสราเอล" ครั้งนี้ขอกล่าวในเรื่องของเครื่องหมายพันธสัญญาและการเดินร่วมกันไปในพันธสัญญาระหว่างคริสตจักรและชนชาติอิสราเอล
คำว่า "พันธสัญญา" อ.นิมิต พานิช ศบ.คริสตจักรแห่งพระบัญชา ได้ให้นิยามว่า “พันธสัญญาเป็นเรื่องสองหัวใจที่มาเชื่อมกัน ไม่ใช่เรื่อง2สมองที่เชื่อมกัน และมีบททดสอบและพิสูจน์ในการดำเนินในพันธสัญญา”
ในช่วงวันที่ 9-16 เม.ย.12 คริสตจักรแห่งพระบัญชาได้ส่งคณะผู้นำและตัวแทนคริสตจักร เดินทางไปประเทศอิสราเอล เพื่อเป็นการร่วมทำพันธสัญญาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชนชาติแห่งพระพรของพระเจ้า
การเดินทางครั้งนี้เป็นพระบัญชาของพระเจ้า ซึ่งเป็นพระสัญญาที่เรียกให้เรายืนอยู่เคียงข้าง และเราได้อธิษฐานวิงวอนและสนับสนุนของอิสราเอลด้วยคำมั่นสัญญาตามพระวจนะที่กล่าวว่า
สดุดี 122:6 จงอธิษฐานขอสันติภาพให้แก่เยรูซาเล็ม ว่า "ขอบรรดาผู้ที่รักเธอจงจำเริญ
หากเรานึกถึงคำสอนของ Dr.Robert Heidler ท่านกล่าวว่า "ในปี 2012 ตรงกับปีปฏิทินฮีบรู 5772 ความหมายคือ “ปีที่พระเจ้าเฝ้าดูอยู่เหนือบ้านของพระองค์ และปีของการเข้าใจพันธสัญญา”
ปฏิทินฮีบรูแต่ละปีมีการให้สัญลักษณ์ ตัวอักษรฮีบรูโดยดั้งเดิมเป็นอักษรภาพ ซึ่งให้ภาพการเผยพระวจนะสำหรับปีนั้น
ปี 5772 มีความหมายว่าอย่างไร?
5700 = “ขอให้เป็นปีแห่ง....” 70= อักษรฮีบรูคือ “อัยยิน” Y
2=อักษรฮีบรู คือ “เบท” ב: เรียกว่า "ปีแห่ง อัยยิน เบท"
คำว่าดวงตาในภาษาฮีบรูคือ อัยยิน!
อัยยินเป็นภาพของ ดวงตา! ดังนั้น ปีของอัยยินคือ “ปีแห่งดวงตา”
ปีนี้เป็นปีที่จะมองเห็น! พระเจ้าต้องการจะเพิ่มความสามารถให้การเห็นของเรา!มันเป็นฤดูกาลที่พระเจ้ากำลังเฝ้ามองดู!
2พศด.16:9 เพราะว่าพระเนตรของพระยาห์เวห์สอดส่องอยู่เหนือแผ่นดินโลกทั้งหมด
ตัวอักษรอีกตัวคือ เบท ซึ่งเป็นภาพของบ้าน ดังนั้น อัยยินและเบทรวมกันหมายถึง...ดวงตาของพระเจ้ากำลังเฝ้ามองอยู่ เหนือบ้านของพระองค์! พระเจ้ากำลังเฝ้ามองเหนือบ้านของพระองค์ปีนี้!
พระองค์ต้องการที่จะอวยพรบ้านของพระองค์ ด้วยการจัดเตรียมที่อุดมสมบูรณ์! และที่สำคัญที่สุดคือพันธสัญญา! ที่มีต่อบ้านของพระองค์ คือ คริสตจักร
(ในช่วงวันที่ 16 ก.ย.12จะเป็นการเริ่มต้นในปีใหม่หรือหัวของปี(Head of Year)5773 ปีแห่งตัวอักษร Ayin Gimel ปีแห่งมวลอูฐที่นำพาความมั่่งคั่ง (อสย.60:6) จะมีการฉลองเทศกาลขึ้นปีใหม่ Rosh Hashanah ปี 5773 การรื้อฟื้นสู่การไถ่กลับมาทั้งหมด ปีที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างช่องว่างของอดีตไปสู่อนาคต)
คำว่า "พันธสัญญา" คือ ข้อตกลงระหว่างคนสองคนหรือคนสองกลุ่มที่เกี่ยวข้องกันด้วยสัญญาระหว่างกัน
แนวคามคิดในเรื่องพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับคนของพระองค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในความสำคัญของความจริงแห่งศาสนศาสตร์ในพระคัมภีร์
โดยพระองค์ทรงสัญญากับอับราฮัม จะอวยพรลูกหลานของเขาให้เป็นคนพิเศษของพระองค์ ผู้ที่หะนกลับมาและรักษาความสัตย์ซื่อในการติดตามพระเจ้า และรับใช้พระองค์ นี่เป็นช่องทางที่พระเจ้าจะใช้เอาให้เป็นพรไปสู่ประชาชาติ
ปฐมกาล 12:1-3
1 พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงออกจากเมืองจากญาติพี่น้องจากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้
2 เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร
3 เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า"
ความหมายของคำว่า “ พันธสัญญา” คือคำที่สำคัญที่สุดสำหรับปีนี้ และอาจเป็นคำหนึ่งในคำที่สำคัญที่สุดในพระคัมภีร์ แต่คำว่า “ พันธสัญญา” กลับเป็นคำที่คริสเตียนมากมายไม่เข้าใจ
แต่ปีนี้พระเจ้าต้องการให้เราเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า “พันธสัญญา” และต้องการให้เราเรียนรู้ที่จะเดินในพันธสัญญา เพื่อรับพระพรแห่งพันธสัญญา
เราจะต้องทำความเข้าใจว่า “พันธสัญญา” คืออะไรและอะไรไม่ใช่พันธสัญญา ชุมชนคริสเตียนในโลกมักจะสับสนกับคำว่า “พันธสัญญา” กับคำว่า “สัญญา”
การทำ “สัญญา” นั้นเป็นการกระทำระหว่างคนที่มีการตกลงร่วมกันและต้องใช้ความพยายาม
ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุข้อตกลงในที่สุด ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ทำตาม
ข้อตกลงนั้น สัญญานั้นก็จะขาดลงและอีกฝ่ายก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ท่าทีที่อยู่เบื้องหลังสัญญานี้คือ “ถ้าคุณทำอย่างนี้ให้ฉัน ฉันก็จะทำอย่างนั้นเป็นการตอบแทน”
ความสัมพันธ์ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องของข้อแม้ และเป็นเพียงชั่วคราว จนกว่าสัญญานั้นจะสำเร็จหรือขาดลง
“พันธสัญญา” นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิงและเพื่อทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ ผู้มองเหตุการณ์จะต้องมองด้วยความคิดจากมุมมองของชาวฮีบรู ไม่ใช่จากมุมมองแบบชาวตะวันตก
พันธสัญญาเกิดขึ้นเพราะผู้คนมีนิมิตและเป้าหมายเดียวกัน และความเชื่อในสัมพันธ์ภาพระหว่างกันเป็นพลังที่ช่วยรักษาพันธสัญญานี้ไว้ พันธสัญญามักจะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบของเวลาหรือระยะทาง ยุคสมัยหรือสถานที่ พันธสัญญานั้นผูกมัดไม่เพียงในแง่มุมของกฎหมาย แต่ในแง่จิตวิญญาณและความรู้สึก
เกือบทุกครั้งจะมีพยานเกี่ยวข้องและด้วยเหตุนี้จึงมีความรับผิดชอบสูง ในพระคัมภีร์ พันธสัญญานั้นทำทุกเวลา ความสัมพันธ์ในพันธสัญญานี้ดำรงอยู่ไกลกว่าการพิจารณาเรื่องข้อกฎหมาย และผู้ที่กระทำพันธสัญญาร่วมกันจะเห็นกันและกันเป็นเพื่อนที่ตลอดชั่วนิ รันดร์จะผูกมัดกับพันธสัญญานี้
พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าแห่งพันธสัญญา พระเจ้าเป็นผู้ริ่เริ่มที่จะทำพันธสัญญากับคนของพระองค์
ปฐก.9:8-9
8 พระเจ้าจึงตรัสแก่โนอาห์และบุตรทั้งหลายว่า
9 "นี่แน่ะ เราเองเป็นผู้ตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าและกับพงศ์พันธุ์ของเจ้า
ทุกสิ่งที่พระเจ้าทำอยู่บนพื้นฐานของพันธสัญญา พระเจ้าทำตามสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ เราสังเกตเห็นได้หลายเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ เช่น พระเจ้าสัญญาว่าอับราฮัมจะเป็นบิดาแห่งประชาชาติ , พระเยซูสัญญาว่าพระบิดาจะส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาเป็นองค์พระผู้ช่วยในพระธรรมกิจการ ฯลฯ
ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า เป็นความสัมพันธ์ตามพันธสัญญา เข้าส่วนเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนในพระธรรมยอห์น 15 เรื่องเถาองุ่นกับแขนง
แผนการของพระเจ้าเป็นแผนการแห่งพันธสัญญา พระพรของพระเจ้าเป็นพระพรตามพันธสัญญา พระเจ้าต้องการให้เราดำเนินชีวิตในพันธสัญญาต่อกันและกัน พระเจ้าเรียกให้เราเป็นคนแห่งพันธสัญญา
คำว่า “พันธสัญญา” เป็นการอุทิศตนที่จริงจัง และผูกเข้าด้วยกันระหว่างคนสองคนหรือมากกว่านั้น เป็นการปฏิญาณถึงการจงรักภักดีและการอุทิศตนอย่างสิ้นเชิงต่ออีกฝ่ายหนึ่ง มีความหมายมากกว่าสัญญาหรือการอุทิศตนใด ๆ มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าชีวิต เป็นหุ้นส่วนชั่วกัลปาวสาน (จนสิ้นชีวิต) ไม่สามารถละเมิดได้
ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Covenant : a compact (because made by passing between pieces of flesh) คำว่า Compact พจนานุกรมให้ความหมายว่า สัญญา ข้อตกลง
ดังนั้น พันธสัญญา จึงมีความหมายสำหรับคู่สมรสที่ต้องกล่าวคำสัญญาต่อกันในวันแต่งงาน (Marriage vows) มีความหมายถึง การทำสัญญาที่กลั่นออกมาจากเลือดเนื้อจิตวิญญาณภายใน พันธสัญญาระหว่างชายและหญิงโดยพระเจ้าเป็นผู้ที่ผูกพันครอบครัวด้วยพันธสัญญา คู่สมรสจึงเป็นเนื้อเดียวกัน
มธ.19:4-6
4 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "พวกท่านไม่ได้อ่านหรือว่า พระผู้ทรงสร้างมนุษย์แต่เดิม ได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง
5 และตรัสว่า เพราะเหตุนั้นบุรุษจึงต้องละบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยาและเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน
6 เขาจึงไม่เป็นสองต่อไป แต่เป็นเนื้ออันเดียวกัน เหตุฉะนั้นซึ่งพระเจ้าได้ทรงผูกพันกันแล้ว อย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย"
ในทำนองเดียวกัน วันนี้เราได้ทำพันธสัญญาร่วมยืนเคียงข้างกับชนชาติของพระเจ้าคืออิสราเอล เป็นการแสดงตัวร่วมความเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตของพระเยซู (Yeshua) คือเป็นคนใหม่คนเดียวกัน (One New Man)
อฟ.2:14-15 14 เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง
15 คือการเป็นปฏิปักษ์กัน โดยในเนื้อหนังของพระองค์ ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆนั้นเป็นโมฆะ เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละ จึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข
การทำพันธสัญญาระหว่างคริสตจักรกับอิสราเอล เป็นเรื่องสองหัวใจที่มาเชื่อมกัน ไม่ใช่เรื่องสองสมองที่เชื่อมกัน และมีบททดสอบและพิสูจน์ในการดำเนินในพันธสัญญา
พูดง่ายๆ คือ เมื่อก่อนเรามองอิสราเอลแบบผู้ชายดูใจคบกับผู้หญิง แต่ตอนนี้เมื่อทำพันธสัญญา หมายถึงตกลงปลงใจมาแต่งงานกันนั่นเอง
เราจึงต้องทำความเข้าใจกัน ตกลงใจกัน เพื่อจะร่วมเดินในพันธสัญญาด้วยกัน การทำพันธสัญญาครั้งนี้จึงเป็นภาพความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทั้งคริสตจักรที่มีต่อชนชาติอิสราเอล
อมส. 3:3 "สองคนจะเดินไปด้วยกันได้หรือ นอกจากทั้งสองจะได้ตกลงกันไว้ก่อน
ผมจึงขอหนุนใจให้เราร่วมทำพันธสัญญาร่วมกันกับชนชาติอิสราเอลตามที่ตัวแทนของคริสตจักรได้ไปทำแล้วในช่วงที่ผ่านมา ที่เราจะยืนเคียงข้างและร่วมเดินในพันธสัญญากับพระเจ้าร่วมกัน
"หัวใจ" หมายถึง เครื่องหมายแห่งพันธสัญญา และ "บททดสอบ คือสถานที่แห่งพันธสัญญา" แต่ละสถานที่ในประเทศอิสราเอลล้วนเป็นบททดสอบชีวิต ที่มีความสำคัญในฝ่ายวิญญาณ ที่เราควรจะได้เดินทางไปเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิตของเรา
ในครั้งนี้ผมขอกล่าวถึงเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา ส่วนในเรื่องบททดสอบการก้าวเดินในดินแดนแห่งพันธสัญญา ผมจะขอแบ่งปันในโอกาสต่อไปเมื่อผมกลับมาจากประเทศอิสราเอล
เครื่องหมายของพันธสัญญา : พระเยซูมีเครื่องหมายของพันธสัญญาบนมือของพระองค์
อสย.49:15-16
15 “ผู้หญิงจะลืมบุตรที่ยังกินนมของนาง และจะไม่เมตตาบุตรจากครรภ์ของนางได้หรือ” แม้ว่าคนเหล่านี้ยังลืมได้ กระนั้นเราก็จะไม่ลืมเจ้า
16 ดูเถิด เราได้สลักเจ้าไว้บนฝ่ามือของเรา กำแพงเมืองของเจ้าอยู่ต่อหน้าเราเสมอ
เครื่องหมายพันธสัญญาของเรากับพระเจ้าคือ การตัดความเป็นเนื้อหนังออก และดำเนินชีวิตในความบริสุทธิ์
เมื่อเราอยู่ต่อหน้าพระองค์ ให้เรายกมือที่บริสุทธิ์ขึ้นต่อหน้าพระองค์
เมือเราอยู่ต่อหน้าศัตรู ให้เรายกมือของเราขึ้นเพื่อเตือนศัตรูว่า ฉันมีผู้ปกป้อง เพราะพระเจ้าสลักเราไว้บนฝ่ามือของพระองค์
อสย.9:17 ผู้ก่อสร้างเจ้าก็เอาชนะผู้ทำลายเจ้า และบรรดาผู้ที่ทำให้เจ้าถูกทิ้งร้างก็ออกไปจากเจ้า
และเมื่อเรายกมือของเราขึ้นต่อหน้าของเรา ก็คือเป็นการเตือนว่า เราทำพันธสัญญากับพระเจ้า
พันธสัญญานั้นเป็นเรื่องจริงจัง แต่ก็เป็นพระพรที่ยิ่งใหญ่
วันนี้พระเยซูเชื้อเชิญเราทุกคนเข้าสู่พันธสัญญา ที่มาจากการเสียสละชีวิตของพระองค์ เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับเรา
การทำพันธสัญญาว่า “ผ่าพันธสัญญา” เพราะว่าการฆ่าสัตว์เพื่อบูชาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมในการทำพัธสัญญา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าต่างฝ่ายต่างจะรักษาพันธสัญญานี้ด้วยชีวิตของตนเอง
สิ่งที่ไม่ธรรมดาเกี่ยวกับพันธสัญญาระหว่างอิสราเอลและชนชาติยิวก็คือพระ เจ้าพระองค์เองเป็นผู้ “ผ่าพันธสัญญา”นี้กับพวกเขาโดยผ่านทางอับราฮัมในปฐมกาล 15:1-17 พิธีกรรมในการทำพันธสัญญาในตะวันออกกลางโบราณที่ใช้วิธีเดินระหว่างกลางซาก สัตว์ที่ผ่าครึ่งซีกนั้น โดยปกติมักกระทำโดยทั้งสองฝ่าย เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า “ขอให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับซากสัตว์นี้ ได้เกิดขึ้นกับตัวฉันหากฉันผิดพันธสัญญากับพี่น้องของฉัน”
พันธสัญญาที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง “ชั่วนิจนิรันดร์” ที่พระเจ้าได้ทรงกระทำกับอับราฮัมและลูกหลานของเขานี้ ไม่เพียงมีผลต่อประชากรเท่านั้น แต่มีผลต่อแผ่นดินอิสราเอลด้วย
ปฐมกาล 17:7-8 “เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้ระหว่างเรากับเจ้า และเชื้อสายของเจ้าที่สืบมาตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเขาให้เป็นพันธสัญญานิรัน ดร์ คือเป็นพระเจ้าแก่เจ้าและแก่เชื้อสายของเจ้าที่สืบมา เราจะให้ดินแดนที่เจ้าอาศัยอยู่นี้ คือแผ่นดินคานาอันทั้งสิ้นแก่เจ้าและแก่เชื้อสายของเจ้าที่จะสืบมา ให้เป็นกรรมสิทธิ์นิรันดร์ และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา”
เครื่องหมายแห่งพันสัญญา : พิธีมหาสนิท
1คร.11:23-28
23 เพราะว่าเรื่องซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับท่านแล้วนั้น ข้าพเจ้าได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้า คือในคืนที่เขาอายัดพระเยซูเจ้านั้น พระองค์ทรงหยิบขนมปัง
24 ครั้นขอบพระคุณแล้วจึงทรงหัก แล้วตรัสว่า “นี่เป็นกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา”
25 เมื่อรับประทานแล้ว พระองค์จึงทรงหยิบถ้วยด้วยอาการอย่างเดียวกัน ตรัสว่า “ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา”
26 เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา
27เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดกินขนมปัง หรือดื่มจากถ้วยขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่สมควร ผู้นั้นก็ทำผิดต่อพระกายและพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า
28ขอให้ทุกคนพิจารณาตนเอง แล้วจึงกินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้
พระเยซูทรงสละชีวิตของพระองค์ลงเพื่อเรา เพื่อทำให้พระสัญญาแห่งการไถ่ของพระเจ้าเป็นจริง
ยน.3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
เหมือนดังภาพของกางเขน องค์ประกอบของแนวตั้งคือ ถ้วยน้ำองุ่นในพิธีมหาสนิท ด้วยพระโลหิตของพระองค์ได้ชำระเราและนำเราเข้าสู่พันธสัญญากับพระเจ้า
1ยน.3:16 ดังนี้แหละเราจึงรู้จักความรัก โดยที่พระองค์ได้ทรงยอมสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อเราทั้งหลาย และเราทั้งหลายก็ควรจะสละชีวิตของเราเพื่อพี่น้อง
องค์ประกอบของแนวนอน คือ ขนมปัง เล็งถึงพระกายของพระเยซู ด้วยพระกายของพระคริสต์ที่ได้วายพระชนม์ เราจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอิสราเอล และผู้เชื่อ
1คร.10:16-17
16 ถ้วยแห่งพระพร ซึ่งเราได้ขอพระพรนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีส่วนร่วมในพระโลหิตของพระคริสต์มิใช่หรือ ขนมปังซึ่งเราหักนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีส่วนร่วมในพระกายของพระคริสต์มิใช่หรือ
17แม้เราซึ่งเป็นบุคคลหลายคน แต่เนื่องจากมีขนมก้อนเดียว เราจึงเป็นร่างกายเดียว เพราะว่าเราทุกคนรับประทานขนมก้อนเดียวกัน
ดังนั้น เมื่อเรารับมหาสนิท เรากำลังปฏิญาณตัวเองในพันธสัญญาต่อพระเจ้า และต่อพี่น้องชายหญิงของเรา คือ ชนชาติอิสราเอล ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เหมือนดังช่วงเทศกาลปัสกา(Passover) ชาวอิสราเอล เข้ารับประทานขนมปังไร้เชื้อเพื่อระลึกการไถ่จากการเป็นทาสในอียิปต์
นอกจากหัวใจ ที่เป็นเครื่องหมายที่เราเชื่อมต่อทางใจ กับชนชาติอิสราเอล สิ่งต่อมาคือ สถานที่ เป็นบททดสอบในร่วมเดินในพันธสัญญา
Dr.Jack Hayford เขียนในหนังสือชื่อ Why stand with Israel today ว่า “เมื่อเราพูดเกี่ยวกับอิสราเอลเรากำลังข้องเกี่ยวกับ:
1) ดินแดน ทรัพย์สินผืนหนึ่งที่พระเจ้าประกาศถึง
2) ประชากรของพระเจ้าที่พระองค์ได้ประทานแผ่นดินผืนนั้นไว้
นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับพระผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งและเป็นเรื่องที่ไม่สามารถต่อรองได้ สิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสอย่างพิเศษเกี่ยวกับอิสราเอลนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ดังนั้นสถานที่ในประเทศอิสราเอลจึงเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญาและเมื่อเราได้เข้ามีส่วนร่วมในพันธสัญญานี้ มรดกที่พระเจ้าสัญญากับอิสราเอลจะไหลผ่านพระพรมาสู่ผู้ที่อยู่ในพันธสัญญาอันนี้ด้วย
"ไม่เพียงแต่แผ่นดินเท่านั้นที่เป็นของพระเจ้า แต่พระเจ้ายังได้มอบแผ่นดินนี้ให้แก่อับราฮัมและลูกหลานของเขาผ่านทางอิสอัค (ปฐก.17:7-8)
ตัวอย่างสถานที่ในดินแดนพันธสัญญา
ภูเขาโมริยาห์ :สถานที่พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัม บทบดสอบความเชื่อของอับราฮัม ท่านได้ตัดสินใจมอบถวายบุตรคนเดียวของท่าน ทำให้ท่านได้รับพระสัญญาว่าจะเป็นบิดาแห่งมวลชน
ปฐมกาล 22:2-17...
12 ทูตสวรรค์ว่า "อย่าแตะต้องเด็กนั้นหรือกระทำอะไรเขาเลย เพราะบัดนี้เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า แต่ยอมถวายบุตรชายคนเดียวของเจ้าให้เรา"...
14 อับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้นว่า เยโฮวาห์ยิเรห์ {แปลว่า พระเจ้าจะทรงจัดหาไว้ให้} อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า "จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์"
15 ทูตของพระเจ้าเรียกอับราฮัมครั้งที่สองมาจากฟ้าสวรรค์ว่า
16 "พระเจ้าตรัสว่า เราปฏิญาณในนามของเราว่า เพราะเจ้ากระทำอย่างนี้และมิได้หวงบุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคนเดียวของเจ้า
17 เราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์
นี่คือสถานที่แห่งพันธสัญญา ที่เป็นบททดสอบความเชื่อและความวางใจในพระเจ้า เมื่อผ่านบททดสอบความเชื่อนี้ ผลคือได้รับพระพร หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในชีวิตของเราอาจจะเดินทางมาถึงที่ภูเขาโมริยาห์ เราจะต้องตัดสินใจถวายสิ่งที่เรารักที่สุดให้กับพระเจ้า แต่เราจะผ่านการทดสอบและรู้ว่า พระเจ้าทรงเป็นเยโฮวาห์ยิเรห์ พระเจ้าจะทรงจัดหาไว้ให้เราในทุกสิ่ง เราสามารถเชื่อและวางใจในพระองค์ได้เสมอ...
สถานที่ต่างๆ ในประเทศอิสราเอลซึ่งเป็นบททดสอบการเดินในดินแดนแห่งพันธสัญญา ผมจะขอแบ่งปันในโอกาสต่อไปเมื่อผมกลับมาจากประเทศอิสราเอล ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


















