13 กุมภาพันธ์ 2563

คำอธิษฐานสองคำเพื่อการฟื้นฟู

คำอธิษฐานสองคำเพื่อการฟื้นฟู  โดย อาเชอร์ อินเทรเตอร์

ผมได้ค้นพบคำอธิษฐานสองคำที่น่าทึ่งและมีศักยภาพในการนำการฟื้นฟูระดับชาติเมื่อประเทศกำลังจะเกิดการฟื้นฟูครั้งใหญ่ คริสตจักรและพันธกิจต่างๆจะทยอยเกิดความสำเร็จมาเป็นลำดับ  จำนวนคนที่เข้ามาเติบโตขึ้น มีการถวายทรัพย์เข้ามามากขึ้น ผู้นำฝ่ายวิญญาณเริ่มเป็นที่รู้จัก มีอิทธิพล บางคนก็มั่งคั่งและมีชื่อเสียงด้วยซ้ำ
พระพรในระดับนี้ช่วยคริสตจักร (Ecclesia) ให้มีเครื่องมือที่สามารถส่งผลกระทบไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ นี่เป็นขั้นตอนที่จำเป็น เช่นเดียวกับสตรีที่ครบกำหนดคลอด แต่ภายในความสำเร็จเหล่านี้ก็แฝงด้วยอุปสรรคที่สามารถขัดขวาง และถึงขั้นหยุดยั้งการเติบโตของอาณาจักรของพระเจ้าได้
 สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มาพร้อมกับพระพรอันมากมาย ก็คือการล่อลวงให้หันหลังต่อพระเจ้าหรือไปจดจ่อแต่กับพระพร ผู้คนสามารถที่จะเริ่มขี้เกียจ  ฝักใฝ่แต่กับเนื้อหนังและความบันเทิง โลภ เย่อหยิ่ง และกบฏ โมเสสอ้างถึงกลุ่มอาการของโรคนี้ว่า “เยชูรูนอ้วนพีขึ้นแล้วก็มีพยศ” – וישמן ישורון ויבעט – เฉลยธรรมบัญญัติ 32:15
การล่อลวงทางโลกนั้นอันตรายสำหรับมนุษย์ทุกคน แต่มีอันตรายสองประการที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้นำฝ่ายวิญญาณคือ:  ความอิจฉาริษยาและการแข่งขัน
ฟิลิปปี 1:15 จริงอยู่ที่มีบางคนประกาศพระคริสต์ด้วยความอิจฉาและการวิวาท แต่ก็มีบางคนที่ประกาศด้วยเจตนาดี
ผู้นำฝ่ายวิญญาณสามารถพยายามทำดีเหนือผู้นำคนอื่นๆ แทนที่จะทำงานร่วมกันเพื่อนำการฟื้นฟูมาสู่คนทั้งประเทศ พวกเขาเริ่มที่จะต่อสู้กันเอง แทนที่จะแสวงหาเขตแดนใหม่และนำคนใหม่ๆให้ได้สัมผัสกับอาณาจักรของพระเจ้า พวกเขากลายเป็นปกป้องทรัพยากรและความสำเร็จของตนเอง
 ความอิจฉาริษยาและการแข่งขันจึงนำไปสู่ผู้นำที่พูดในทางลบเกี่ยวกับกันและกัน หรือการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นเพื่อเปรียบเทียบให้ตัวเองดูดี ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พวกเขาก็คือสาปแช่งซึ่งกันและกันโดยไม่รู้ตัว ภายใต้หน้ากากของ “การแยกแยะฝ่ายวิญญาณ” และ “การตักเตือนฝูงแกะ” สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความแตกแยกและทำลายซึ่งกันและกันท่ามกลางประชากรของพระเจ้า
เมื่อเปาโลเขียนเรื่องนี้ เขาอยู่ในคุก งานทั้งหมดที่เขาทำถูกคนอื่นเข้ามาครอบครอง (บางคนมีเจตนาดีและบางคนไม่) บางคนเริ่มมีชื่อเสียงและพูดไม่ดีเกี่ยวกับเขา เขาโดดเดี่ยวและทนทุกข์ อย่างไรก็ตามแทนที่จะมองที่ปัญหา เขาเลือกที่จะมองเห็นพระพรในนั้
 ฟิลิปปี 1:18 แล้วไง ไม่ว่าจะประกาศด้วยการเสแสร้งหรือด้วยความจริงใจ พระคริสต์ก็ถูกประกาศไปในทุกที่ เรื่องนี้แหละที่ทำให้ข้าพเจ้ายินดี และข้าพเจ้ายังจะมีความยินดีต่อไปด้วย
นั่นไงล่ะ คำอธิษฐานสองคำที่สามารถนำการฟื้นฟูระดับชาติ: “แล้วไง!” หากผู้นำทั้งหมดจะไม่สนใจความรู้สึกอิจฉาและการแข่งขันต่อกัน และเพียงแค่ชื่นชมยินดีว่างานของคนอื่นกำลังเติบโตและส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก อาณาจักรของพระเจ้าก็จะสามารถรุดไปข้างหน้า
การชำระหัวใจให้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้นำฝ่ายวิญญาณทุกคน เปาโลจัดการกับเรื่องนี้เกี่ยวกับอปอลโล (1 โครินธ์ 3) เปโตรต้องรับมือกับเรื่องนี้สำหรับตัวเค้าเองเกี่ยวกับยอห์น (พระเยซูท้าทายเปโตรไม่ให้เปรียบเทียบตัวเองกับยอห์น ถึงแม้พระองค์จะขอให้เปโตรถูกตรึงที่กางเขนและให้ยอห์นมีชีวิตอยู่ตลอดไป – ยอห์น 21)
ผมได้เห็นการท้าทายนี้ในเกือบทุกประเทศที่งานของพระเจ้ากำลังเติบโตและได้รับการอวยพร - สหรัฐอเมริกา, ตะวันออกไกล, แอฟริกา, บราซิล, ยุโรปและที่นี่ในอิสราเอล สิ่งนี้ที่ดูเหมือนว่าจะผ่านไปไม่ได้ แต่ด้วยพระคุณของพระเจ้าก็สามารถเอาชนะได้  ให้เราละทิ้งความอิจฉาริษยาและการแข่งขันทั้งหมด ให้เราอธิษฐานเผื่องานของกลุ่มอื่นๆให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ให้เราเห็นกันและกันว่าเป็นครอบครัวแห่งความเชื่อ แม้ว่าเราจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
 เมื่อดูเหมือนว่าคนอื่นจะเติบโตมากกว่าคุณ? แล้วไง! ตราบที่มีผู้คนมากขึ้นได้มาสัมผัสถึงความรักของพระเจ้า นั่นก็คือยอดเยี่ยมมาก!  เมื่อคนอื่นมารับความชอบจากงานที่คุณทำ? เมื่อมีคนรับใช้ด้วยความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัว? แล้วไง! ให้เราวางการเปรียบเทียบทั้งหมดลง เมื่อคนหนึ่งได้รับพระพร เราทุกคนก็ได้รับพรเช่นกัน เราเป็นครอบครัวเดียวกัน
ให้เราใช้คำอธิษฐานสองคำที่น่าทึ่งนี้ เพื่อชัยชนะเหนือการแข่งขันและความอิจฉาริษยา “แล้วไง!”
และให้การฟื้นฟูเริ่มได้เลย
ข้อมูลโดย https://www.reviveisrael.org/

05 กุมภาพันธ์ 2563

ความเข้าใจผิดเรื่องรักแบบ "อากาเป้"

ความเข้าใจผิดเรื่องรักแบบ "อากาเป้" 

เมื่อหลายปีก่อน มีนักวิชาการท่านหนึ่งได้เขียนอธิบายถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความรักในภาษากรีก ซึ่งผมคิดเห็นว่า บทความของนักวิชาการท่านนี้ให้ข้อเท็จจริงทางวิชาการที่ยอดเยี่ยมทีเดียว ผมจึงขอเชื้อเชิญเพื่อนๆอ่านบทความนี้ครับ - Brother Philip



ความเข้าใจผิดเรื่องรักแบบ "อากาเป้" 
(ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์)
คริสตชนถูกสอนต่อๆกันมายาวนานว่า คำว่ารักในภาษากรีกมี 4 คำ ซึ่งหมายถึงความรัก 4 แบบแตกต่างกัน อันได้แก่คำว่า 1.เอโรส 2.สเตอร์เก 3.ฟีเล่ย์ 4.อากาเป้ แล้วก็อธิบายว่า 


อีรอส (eros) เป็นความรักของชายหญิงที่มีความใคร่รวมอยู่ด้วย เป็นความรักที่เห็นแก่ตัว


สเตอร์เก (storge) เป็นความรักผูกพัน เหมือนกับรักทางสายเลือด เช่นความรักระหว่าง พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง หรือญาติ


ฟีเลีย หรือ ฟิเลโอ (philia หรือ phileo) เป็นความรักผูกพันที่อบอุ่นแบบสามีภรรยา ทะนุถนอมกัน


แล้วก็มาถึงคำว่ารักแบบสุดท้ายคือ คำว่า "อากาเป้" หรือ อากาเปา (agape, agapao) โดยบอกว่าเป็นรักบริสุทธิ์ รักที่ยิ่งใหญ่ รักที่ไม่มีข้อแม้ แล้วก็มักอธิบายต่อว่า พระคัมภีร์ใช้คำว่า อากาเป้ กับพระเจ้าเท่านั้น หมายความว่า รักแบบของพระเจ้าคือรักแบบอากาเป้ และคริสตชนต้องรักกันด้วยความรักแบบอากาเป้
ที่จริงแล้ว ความเข้าใจเหล่านี้ไม่ถูกต้องใน 4 ประเด็นด้วยกัน


ประการแรก คือ คำกรีกที่มีความหมายถึงการ "รัก" มีมากกว่า 4 คำแน่นอน เช่นยังมีคำว่า
ลูดัส (ludus) หมายถึง ความรักแบบเล่นๆ สนุกสนาน ความรักแบบเด็กๆ
แพร็กม่า (pragma) หมายถึง ความรักที่ยาวนาน เหมือนกับความรักของคู่สามีภรรยาที่อยู่กันจนแก่เฒ่า ฟิลัวเทีย (philuatia) หมายถึงความรักตัวเอง หมายถึงได้ทั้ง การหลงตัว และการสงสารตัวเอง และยังมีคำอื่นอีก


ประเด็นที่สองคือ คำว่าความรักที่พระเจ้าใช้ ตามที่ปรากฎในพระคัมภีร์นั้น ไม่ได้ใช้แต่คำว่า อากาเป้ เท่านั้น ยังมีการใช้คำว่า ฟีเลีย ด้วย มาดูตัวอย่างกัน


ตัวอย่างเช่น ในขณะที่พระธรรมยอห์น 3:16 ที่บอกว่า "เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก" คำว่ารักตรงนี้ใช้คำกรีก อากาเปา (agapao) หรือก็คือ อากาเป้ (agape) นั่นเอง แต่มีปรากฎอย่างน้อย 4 ครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ภาษากรีก ที่ใช้คำว่ารัก-ฟีเลีย กับพระเจ้า


ยอห์น 5:20 ที่บอกว่า "เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตรและทรงแสดงให้พระบุตรเห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ..."
คำว่า "รัก" ของ "พระบิดา" หรือพระเจ้า ตรงนี้ใช้ ฟิเลโอ (phileo) หรือ ฟิเลีย


ยอห์น 16:27 ก็บอกว่า "เพราะว่าพระบิดาเองก็ทรงรักพวกท่าน เพราะท่านรักเราและเชื่อว่าเรามาจากพระเจ้า"
คำว่า "รัก" ทั้งสองคำนี้ซึ่งเป็นรักของพระบิดา และของมนุษย์ เป็นคำว่า ฟีเลโอ หรือฟีเลีย


วิวรณ์ 3:19 "เรารักใครเราก็ตักเตือนและตีสอนเขา..."
คำว่า "เรา" ตรงนี้หมายถึงพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสถานภาพพระเจ้า และ "รัก" ข้อนี้ใช้คำว่า ฟิเลโอ หรือ ฟีเลีย


ทิตัส 3:4 "แต่เมื่อความดีเลิศและความรักของพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเรามาปรากฏ"
คำว่า "ความรัก" ตรงนี้ใช้คำว่า philantropia เป็นความรักในมนุษย์ รากศัพท์ก็มาจาก ฟิเลโอ หรือฟีเลีย


สรุปก็คือ คำว่าความรักในภาษากรีกที่ใช้หมายถึงความรักของพระเจ้า ไม่ได้มีแต่คำว่า อากาเป้ เท่านั้น แต่ใช้คำว่า ฟีเลีย ด้วย มาดูความเข้าใจผิดต่ออีกสองประการ

ความเข้าใจผิดประการที่สาม คำว่า อากาเป้ ก็ไม่ได้ใช้กับพระเจ้าเท่านั้น ยังมีการใช้กับมนุษย์ด้วย เช่น ยอห์น 3:19 ที่บอกว่า "...มนุษย์รักความมืดมากกว่าความสว่าง เพราะกิจการของพวกเขาเลวทราม"
คำว่า "รัก" ในข้อนี้ เป็นการรักของมนุษย์ แต่คำว่า "รัก" ตรงนี้ใช้คำกรีก อากาเปา (agapao) หรือ อากาเป้


และความเข้าใจผิดประการสุดท้าย ประการที่สี่ คำว่า อากาเป้ ไม่ได้ใช้กับความหมายในด้านดีเท่านั้น แต่ใช้ในความหมายที่ไม่ดีด้วย เช่นในยอห์น 3:19 ที่บอกว่า "...มนุษย์รักความมืดมากกว่าความสว่าง เพราะกิจการของพวกเขาเลวทราม" คำว่า "รัก" ในข้อนี้ เป็นการรักของมนุษย์ และเป็นการรัก "ความมืด" ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่คำว่า "รัก" ตรงนี้ใช้คำกรีก อากาเปา (agapao) หรือ อากาเป้ นั่นเอง


ยอห์น 12:43 "เพราะว่าพวกเขารักการชมของมนุษย์ มากกว่าการชมของพระเจ้า"
รักตรงนี้ใช้คำว่า อากาเปา หรือ อากาเป้


2 เปโตร 2:15 "บาลาอัมบุตรโบโซร์ ผู้ซึ่งโปรดปรานสินจ้างที่ได้มาจากการอธรรม"
คำว่า "โปรดปราน" ตรงนี้ในภาษากรีกก็คือคำว่า รัก อากาเปา หรือ อากาเป้


2 ทิโมธี 4:10 "เพราะว่าเดมาสหลงรักโลกนี้ และทิ้งข้าพเจ้าไปยังเมืองเธสะโลนิกาแล้ว"
รักตรงนี้คือ อากาเปา หรือ อากาเป้


ฉะนั้น โปรดอย่าเข้าใจคำว่า "อากาเป้" ผิด หรือให้ความหมายสูงส่งจนเกินข้อเท็จจริง

ความรักในภาษาฮีบรู

ความรักในภาษาฮีบรู
ภาษาฮีบรู ภาษาแรกของโลก
ภาษาฮีบรูถือเป็นภาษาที่สำคัญมากๆในการศึกษาพระคัมภีร์ ตามตำนานของชาวยิวแล้ว ภาษาฮีบรูถือเป็นภาษาแรกเริ่มของโลก และเป็นภาษาที่อาดัมกับภรรยาของเขาใช้สนทนากับพระเจ้าที่เอเดน ทว่าหลังจากเหตุการณ์ที่หอบาเบล มนุษยชาติจึงเกิดมีภาษาที่หลากหลาย
แม้ว่าพันธสัญญาใหม่อาจจะเขียนด้วยภาษากรีก แต่การศึกษาพระคัมภีร์เชิงลึกนั้น ก็ควรจะศึกษาจากภาษาฮีบรูและภาษาอาราเมกด้วย บางครั้งการแปลถ้อยคำจากภาษากรีกมาเป็นภาษาฮีบรู ก็มีส่วนช่วยให้การศึกษาพระคัมภีร์มีความละเอียดรอบคอบขึ้น
ในข่าวสารนี้ ผมจึงอยากอธิบายความหมายของ “ความรัก” ในศัพท์ของภาษาฮีบรู ซึ่ง ความรัก ในภาษาฮีบรูจะมีรายละเอียดที่แตกต่างไปจากคำว่า อากาเป้ ในภาษากรีก
ความรักแบบฮีบรู
ในภาษาฮีบรู คำว่า “ความรัก” ก็มีศัพท์อยู่หลากหลาย แต่มีคำศัพท์อยู่สองคำที่ผมอยากจะเน้นในข่าวสารนี้ ศัพท์คำแรกคือคำว่า Ahav ส่วนศัพท์คำที่สองคือคำว่า Kesed
คำว่า Ahav ได้แปลเป็นภาษาไทยว่า ความรัก ซึ่งเป็นความรักในกรณีทั่วๆไป
ส่วน Kesed แปลเป็นภาษาไทยว่า ความรักมั่นคง ซึ่งเป็นความรักในกรณีพิเศษ
เข้าใจคำว่า Kesed
ความรักมั่นคง หรือ Kesed เป็นความรักในลักษณะที่ว่า ผู้ให้ ได้ตัดสินใจและทำพันธสัญญากับ ผู้รับ ซึ่งภายหลังจากการทำพันธสัญญา ผู้ให้จะรักผู้รับอย่างเสมอไป ผู้ให้จะรักผู้รับอย่างมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าอนาคตผู้รับอาจจะแปรเปลี่ยนไป แต่ผู้ให้ก็ยังคงเลือกที่จะรักผู้รับต่อไป นอกจากนี้ผู้ให้ก็จะผูกพันและอุทิศตัวต่อผู้รับ ทั้งยังมีความภักดีต่อผู้รับ แม้ว่าในอนาคตผู้ให้จะได้พบเจอบุคคลที่ประเสริฐกว่าผู้รับ แต่ผู้ให้ก็ยังคงรักผู้รับ และจะอุทิศตัวและใกล้ชิดกับผู้รับต่อไปโดยไม่หันเหหัวใจไปยังบุคคลอื่น
ในพระคัมภีร์ คำว่า ความรักมั่นคง เป็นศัพท์ที่ผูกกับคำว่า พันธสัญญา
ข้อสังเกตจากพระคัมภีร์  
จริงอยู่ที่พระคัมภีร์เขียนว่า พระเจ้าเป็นความรัก(Ahav) แต่ในพระคัมภีร์พระเจ้าไม่ได้มีความรักมั่นคง(Kesed)กับมนุษย์ทุกคน ในพระคัมภีร์พระเจ้าทรงมีความรักมั่นคงเฉพาะผู้ที่พระองค์ทรงทำพันธสัญญาด้วยเท่านั้น ตลอดพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม แม้จะมีประชาชาติอยู่หลากหลาย แต่อิสราเอลถือเป็นประชาชาติเดียวที่พระเจ้าทรงมีความรักมั่นคง เพราะอิสราเอลเป็นประชาชาติที่พระเจ้าทรงทำพันธสัญญาด้วย อิสราเอลทรงเป็นประชาชาติเดียวที่พระเจ้าทรงอุทิศตัวและทุ่มเทให้ และแม้จะมีประชาชาติอื่นที่ประเสริฐกว่าอิสราเอล พระเจ้าก็ยังคงเลือกที่จะใกล้ชิดและทุ่มเทอยู่กับอิสราเอล
การปรับใช้ข้อคิดจากพระคัมภีร์
การก้าวเดินบนเส้นทางของพระเจ้านั้น เราควรที่จะรักผู้คน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เราจะมีความรักมั่นคงด้วย เราควรจะมีความรักมั่นคงเฉพาะบุคคลที่เราทำพันธสัญญาด้วยเท่านั้น ในชีวิตประจำวัน ผู้ชายคนหนึ่งก็ควรจะมีความรักต่อผู้คน ทว่าเฉพาะภรรยาของเขาเท่านั้นที่เขาควรมีความรักมั่นคงด้วย การที่ผู้ชายมอบความรักมั่นคงต่อผู้อื่นไปทั่ว ก็จะทำให้เขาขาดการอุทิศตัวกับภรรยา จริงอยู่ว่า ผู้ชายควรจะมีความรักที่ให้กับทุกคน แต่ภรรยาควรจะเป็นคนเดียวที่เขามีความรักมั่นคงให้ด้วยการทุ่มเทกายใจและเวลาอย่างครบถ้วน และแม้ว่าผู้ชายจะได้พบเจอผู้หญิงที่ประเสริฐไปกว่าภรรยาของเขา แต่ผู้ชายก็ควรจะภักดีและใกล้ชิดกับภรรยาของเขาต่อไป และเขาควรจะรักภรรยาของเขาให้มากที่สุดในชีวิตแม้ว่าเขาจะเจอคนอื่นที่ประเสริฐกว่าก็ตาม
ข้อคิดอีกประการหนึ่งก็คือ ก่อนที่จะทำพันธสัญญากับผู้ใด ก็ขอให้คิดอย่างรอบคอบเสียก่อน เพราะถ้าเราได้ทำพันธสัญญากับอีกฝ่ายไปแล้ว เราก็ต้องอุทิศตัวและทุ่มเทกายใจให้อีกฝ่ายอย่างแท้จริง ชาโลม

Brother Philip


Brother Philip
ติวเตอร์ด้านการเผยพระวจนะและการแปลภาษาแปลกๆ

สนใจติดต่อได้ที่ dream.oxes@gmail.com

02 มกราคม 2563

สวัสดีปีใหม่ 2563 ข้อคิดปี น. หนู

🌈สวัสดีปีใหม่ 2563 🎁 ฝากข้อคิดปี น. หนู 🐭
🐈”แมวจะอยู่หรือไม่อยู่ หนูก็ร่าเริง”🐹
5. น. หนู อยู่ดี มีสุข ไม่มี “ชวด” หรือ “นก”ต้องอกหัก

1. นิ่ง 😊
🌈ขอให้เป็นปีแห่งการนิ่งสงบ สยบทุกปัญหา เพราะทุกสถานการณ์ เราจะพบคำตอบในพระยาห์เวห์ ❤️

“จงนิ่งเสีย และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลางบรรดาประชาชาติ เราเป็นที่ยกย่องในแผ่นดินโลก”(สดุดี‬ ‭46:10‬ ‭)

2. นึก 🤔
🌈ขอให้เป็นปีแห่งการนึกคิด ใคร่ครวญและไตร่ตรอง มองหาโอกาสต่างๆ ด้วยความความใจในความรักมั่นคงและความเมตตาที่พระยาห์เวห์ทรงจัดเตรียมจัดสรรเสมอ

“จิตวิญญาณของข้าพเจ้ายังนึกถึงเนืองๆ ... ข้าพเจ้าหวนคิดขึ้นมาได้ ข้าพเจ้ามีความหวังขึ้นเมื่อคิดได้ว่า ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง และพระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด” 
(เพลงคร่ำครวญ‬ ‭3:20-22‬ )

3. โน้ม🤗
🌈ขอให้เป็นปีแห่งการโน้มตัวไปข้างหน้า คว้ารางวัลตามที่ตั้งใจไว้ และพระเจ้าทรงนำไปพบความสำเร็จ

“...โน้มตัวไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า และข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือการทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์...”(ฟีลิปปี‬ ‭3:13-14)

4. นับ 🥰
🌈ขอให้เป็นปีแห่งการนับพระพรและความสำเร็จตามพระสัญญาของพระยาห์เวห์

“...มองดูฟ้าสิ ถ้าเจ้าสามารถนับดาวทั้งหลายได้ ก็นับไป” แล้วพระองค์ตรัสกับท่านว่า “เชื้อสายของเจ้าจะเป็นเช่นนั้น”(ปฐมกาล‬ ‭15:5‬)

5. นัด 😍
🌈ขอให้เป็นปีแห่งการนัดพบ เพื่อพบรักพักสงบกับพระยาห์เวห์ในทุกช่วงเวลา เป็นปีที่จะสำเร็จแน่นอน แต่ไม่ใช่นอนแน่แช่นิ่ง แต่วางใจด้วยการกระทำในส่วนตัวและเกินสุดกำลังจะมาจากพระเจ้า
“ดังนั้นงานทุกอย่างสำหรับพลับพลา คือเต็นท์นัดพบก็เสร็จสิ้นลง พระยาห์เวห์ทรงบัญชาโมเสสอย่างไร คนอิสราเอลก็ทำอย่างนั้นทุกประการ”(อพยพ‬ ‭39:32‬)‭

25 ธันวาคม 2562

Merry Christmas สุขสันต์วันคริสต์มาส

🌲แม้ว่าวันที่ 25 ธ.ค.ไม่ได้เป็นวันประสูติที่แท้จริง
แต่เป็นโอกาสที่ดีเพราะช่วงนี้ผู้คนมากมายเปิดใจที่จะรับฟังความหมายที่แท้จริงของคริสต์มาส เพราะเทศกาลคริสต์มาส คือ เทศกาลที่มีพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลาง ❤️

✝️ คำว่า Christmas มีความหมายว่า เทศกาลของพระคริสต์ หากตัดพระเยซูคริสต์ออกไป
บางคนมักจะเขียนว่า X'mas คือ การใส่สมการ X เข้าไปแทนที่พระคริสต์

🌘 ในภาษาไทย คำว่า "มาส" แปลว่า เดือนหรือดวงจันทร์ การตัดเอาพระคริสต์ออกไปจากเทศกาลนี้ จะเท่ากับ ไม่มีพระคริสต์ในเทศกาลคริสต์มาส ก็เป็นเหมือน "เดือนที่ดับอับแสง"

✝️ เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็นแสงสว่างที่เข้ามาในโลก ทำให้เกิดความหวังใจ

📕ยอห์น 8:12
เมื่อพระเยซูตรัสกับประชาชนอีก พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืดเลยแต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต”

🌈ด้วยเหตุนี้พระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นของขวัญอันอัศจรรย์ในวันคริสต์มาส(Amazing Christmas Gift)

❤️คำว่า "GIFT" แทนคำว่า "ของขวัญ" ที่เราจะได้รับ 4 สิ่งใน 4 ห้องหัวใจนั่นคือ

G: Grace พระคุณที่เราได้รับโดยไม่มีเงื่อนไข❤️
I : Identity อัตลักษณ์ใหม่ ไม่ใช่สิ่งที่โลกให้ แต่เป็นสิ่งใหม่คืออัตลักษณ์แห่งการเป็นบุตรของพระเจ้า 🤟
F: Father Heart หัวใจของพระบิดา พระเจ้าจะทรงมอบหัวใจนี้ใหม่กับลูกของพระองค์ที่เข้ามาร้องทูลขอทุกสิ่งจากพ่อ 💝
T: Truth ความจริง พระองค์ จะใส่ความจริงเข้าไปในใจแทนที่คำโกหกของศัตรู ความจริงทำให้เราทั้งหลายเป็นไท และมีเสรีภาพใหม่📕

🎁ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ Merry Christmas สุขสันต์วันคริสต์มาส 🌈

11 ธันวาคม 2562

ข้อแนะนำสำหรับการพูดถ้อยคำเผยพระวจนะ

ข้อแนะนำจากพระคัมภีร์

ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ได้ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการเผยพระวจนะไว้หลายด้าน วันนี้ผมจะขอส่องสว่างข้อแนะนำประการหนึ่งที่ปรากฏใน (โรม 12:6)
(โรม 12:6) คือ​ถ้า​ของ​ประ​ทาน​เป็น​การ​เผย​พระ​วจนะ ก็​จง​เผย​ตาม​กำ​ลัง​ของ​ความ​เชื่อ
ข้อพระคัมภีร์นี้ได้ให้ข้อแนะนำว่า เมื่อคนเราจะเผยพระวจนะนั้น ถ้าจะดีก็ควรจะเผยพระวจนะตามกำลังของความเชื่อ แล้วอะไรเล่าคือการเผยพระวจนะตามกำลังของความเชื่อ?

การสำแดงในแต่ละครั้ง มีความมั่นใจไม่เท่ากัน
เวลาที่คนเราจะใช้ของประทานการเผยพระวจนะ ในขั้นแรกคนเราก็จะต้องรับการสำแดงก่อน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า การสำแดงที่มาถึงเราในแต่ละครั้งนั้นความมั่นใจที่เรามีก็แตกต่างกัน บางครั้งเมื่อเราได้รับการสำแดง เราก็มั่นใจมากๆว่าการสำแดงครั้งนี้มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแน่นอนโดยที่ไม่มี “เรา” เจือปน ทว่าก็มีบางครั้งที่เราได้รับการสำแดง แต่เรากลับไม่ค่อยมั่นใจนักว่าการสำแดงนี้ส่งตรงจากพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ บางครั้งเราก็หวาดเสียวว่าการสำแดงที่เรามีนี้น่าจะมีการเจือปนโดยความคิดของเราเอง

เป็นที่แน่นอนว่า การสำแดงที่มาถึงเรานั้น บางครั้งเราก็มั่นใจมากๆว่ามาจากพระเจ้า แต่บางทีเราก็ไม่มั่นใจนัก ดังนั้นเมื่อคนเราจะเผยพระวจนะ การเผยพระวจนะจึงไม่ได้มีเรื่องของการสำแดงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของความมั่นใจที่เรามีในการสำแดงนั้นๆด้วย ทั้งนี้ ความมั่นใจที่เรามีในการสำแดงนั้นมีอีกชื่อหนึ่งก็คือ “ความเชื่อ” เพราะความเชื่อก็คือความมั่นใจชนิดหนึ่ง

ข้อแนะนำจากอัครทูต
อัครทูตเปาโลได้ชี้แนะว่า เมื่อคนเราจะเผยพระวจนะนั้น คนเราควรจะเผยพระวจนะตามกำลังของความเชื่อ ถ้าจะพูดอีกอย่างหนึ่ง อัครทูตเปาโลกำลังสื่อสารว่า ถ้าเพื่อนๆจะเผยพระวจนะนั้น เพื่อนๆควรจะเผยพระวจนะตามความมั่นใจที่เพื่อนๆมี
สมมติถ้าเราจะพูดถ้อยคำเผยพระวจนะ แต่ก่อนที่เราจะพูดเรากลับไม่มั่นใจในการสำแดงว่ามาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ 100% หรือไม่ เวลาที่เราจะพูดถ้อยคำเผยพระวจนะออกมา เราก็สามารถพูดการสำแดงออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจได้ ถ้าเราไม่มั่นใจในการสำแดง เราก็เผยพระวจนะออกมาด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจได้ ไม่ต้องเติมแต่งความมั่นใจเข้าไป อนึ่ง ถ้าเรามั่นใจมากๆว่าการสำแดงนี้มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์แน่นอน เวลาที่เราจะพูดถ้อยคำเผยพระวจนะ เราก็ควรพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ โดยไม่ต้องกลบเกลื่อน

ปัญหาในการเผยพระวจนะ
บางคนที่ไม่เติบโตในการเผยพระวจนะนั้น อาจเป็นเพราะว่า เขาอยากจะมั่นใจในการสำแดงอย่าง 100% ก่อนแล้วถึงจะพูด ซึ่งความคิดแบบนี้ เป็นความคิดที่จะทำให้คนเราไม่เผยพระวจนะออกไปเสียที จากพระคัมภีร์ โค้ชเปาโลไม่ได้สอนว่า เพื่อนๆต้องมั่นใจ 100% ก่อนแล้วจึงพูด แต่โค้ชเปาโลสอนว่า ถ้าเพื่อนๆไม่มั่นใจในการสำแดง เพื่อนๆก็สามารถเผยพระวจนะออกมาด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจได้

ข้อแนะนำเมื่อเพื่อนๆไม่มั่นใจ
เวลาที่เพื่อนๆไม่มั่นใจในการสำแดง เวลาที่เพื่อนๆจะเผยพระวจนะ เพื่อนๆก็ไม่ต้องใช้ถ้อยคำว่า “พระเจ้าตรัสว่า…” แต่ให้เพื่อนๆใช้ถ้อยคำประมาณว่า
 “ฉันรู้สึกในฝ่ายวิญญาณว่า....” ,
“ฉันสัมผัสว่าพระเจ้าต้องการสื่อสารประมาณว่า....”

พระคุณแห่งการเผยพระวจนะจงมีแด่เพื่อนๆ

Philip Kavilar

01 ธันวาคม 2562

เคล็ดลับการมองเห็นทูตสวรรค์

ประสบการณ์ใหม่ช่วงต้นปีที่แล้ว
ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่แล้ว ผมมีประสบการณ์มากขึ้นกับการมองเห็นทูตสวรรค์ จู่ๆผมก็เห็นทูตสวรรค์อยู่บ่อยๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่า ทำไมจู่ๆผมถึงเห็นทูตสวรรค์บ่อยขึ้น


ในระยะแรกที่ผมมองเห็นทูตสวรรค์บ่อยขึ้น ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะปฏิสัมพันธ์กับทูตสวรรค์ยังไงดี


วันเวลาผ่านไป ผมก็เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับทูตสวรรค์มากขึ้น แต่การปฏิสัมพันธ์ที่ผมดำเนินไปนั้น ก็เป็นไปตามประสบการณ์และธรรมชาติของผม ขณะนั้นผมยังไม่มีคู่มือเล่มไหนที่แนะนำเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับทูตสวรรค์

คลังหนังสือเกี่ยวกับทูตสวรรค์
จนกระทั่งเมื่อต้นปีนี้ ผมได้ตัดสินใจค้นหาหนังสือสักเล่มหนึ่ง ที่จะช่วยแนะนำการปฏิสัมพันธ์กับทูตสวรรค์


เมื่อผมลองค้นหาดูจากคลังหนังสือคริสเตียน ผมก็พบว่า หนังสือที่แนะนำเกี่ยวกับทูตสวรรค์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการปฏิสัมพันธ์กับทูตสวรรค์ในแง่สงคราม แต่ผมต้องการการปฏิสัมพันธ์ในแง่ที่เป็นธรรมชาติมากกว่านี้


สุดท้ายผมก็ได้พบเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า "Everyday Angels" ซึ่งให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับทูตสวรรค์ในเรื่องราวต่างๆของชีวิตประจำวัน

Preview-Everyday Angels
ผมมี Preview ของหนังสือเล่มนี้อยู่ครับ ซึ่งได้ให้ข้อแนะนำเบื้องต้นในการมองเห็นทูตสวรรค์


https://1drv.ms/b/s!AgrY1zlKnuX2jRv81dS4ij8WL3h7 (ลิงค์ดาวน์โหลด Preview)

Blog ของ Kayembe
ใน Blog ของคนเขียนก็ได้แนะนำเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับทูตสวรรค์ด้วยครับ ผมคิดว่า Blog นี้ให้คำแนะนำที่ดีทีเดียว


https://www.glorywaves.org/angels-101/ (ลิงค์ของ Blog)

ตอนแรกก็ยังไม่มั่นใจนัก
เมื่อผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมก็เริ่มมั่นใจกับการปฏิสัมพันธ์กับทูตสวรรค์มากขึ้นครับ


ทว่าเมื่อผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมก็มีหนังสือเล่มนี้เพียงเล่มเดียวที่เป็นคู่มือในเรื่องนี้ ทำให้ความมั่นใจของผมยังไม่เข้มข้นนัก

หนังสือเล่มที่สอง
และแล้ว เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมก็ได้สั่งซื้อหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่สอนเกี่ยวกับการเห็นทูตสวรรค์และแนวทางในการปฏิสัมพันธ์กับทูตสวรรค์


หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า Seeing Angels ซึ่งเขียนโดย Joshua Mills
หลังจากที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ของ Joshua Mills จบ ความมั่นใจของผมในการปฏิสัมพันธ์กับทูตสวรรค์ก็เพิ่มพูนมากขึ้นทีเดียว

กรอบความคิดที่นำการทะลุทะลวง

ทั้งนี้กรอบความคิดที่นำการทะลุทะลวงของผมเกี่ยวกับทูตสวรรค์ก็คือ


"ถ้าคนเราสามารถพูดภาษาแปลกๆได้ดั่งใจนึก คนเราก็มองเห็นทูตสวรรค์ได้ดั่งใจนึกเช่นกัน"


กรอบความคิดที่นำการทะลุทะลวงนี้ ผมสรุปเอาจากหนังสือ Everyday Angels กับ Seeing Angels ครับ
วันเวลาที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสสอบถามพี่น้องหลายๆท่านในเรื่องประสบการณ์ที่มีต่อทูตสวรรค์ และแล้วผมก็ค้นพบว่า คำตอบที่ผมได้รับนั้นมีอยู่สองทิศทางด้วยกัน

ทิศทางแรก นานๆทีถึงจะเจอทูตสวรรค์
ทิศทางแรกที่ผมได้รับคำตอบก็คือ พี่น้องบางคนไม่ค่อยมีประสบการณ์กับทูตสวรรค์มากนัก บางคนเคยเห็นทูตสวรรค์แค่ครั้งเดียว บางคนก็ไม่เคยเห็นทูตสวรรค์เลย บางคนนานๆทีถึงจะเห็นทูตสวรรค์

ทิศทางที่สอง เห็นทูตสวรรค์อยู่ทุกวัน
ทว่าคำตอบที่ผมได้รับจากพี่น้องอีกส่วนหนึ่งนั้นก็เป็นไปในอีกทิศทางก็คือ พวกเขาเห็นทูตสวรรค์อยู่ทุกวัน พวกเขาสนทนากับทูตสวรรค์อย่างเป็นปกติในชีวิตประจำวัน พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับทูตสวรรค์ราวกับว่าทูตสวรรค์เป็นเพื่อนที่เขาพบเจออยู่ทุกๆวัน บางคนก็สนทนาและสนิทสนมกับทูตสวรรค์ประจำตัวของเขา

เห็นได้ว่าประสบการณ์ที่มีต่อทูตสวรรค์นั้น ทิศทางทั้งสองต่างกันแบบคนละขั้วเลย ทิศทางแรกก็คือนานๆทีถึงจะเจอกับทูตสวรรค์ แต่อีกทิศทางนึงก็คือการเห็นทูตสวรรค์อย่างเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ทำไมพี่น้องบางคนถึงมีประสบการณ์แค่ในทิศทางแรก แล้วทำไมพี่น้องบางคนถึงเห็นทูตสวรรค์ได้ในทุกวัน อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้บางคนมีแค่ทิศทางแรก แล้วอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้คนเราก้าวเข้าสู่ทิศทางที่สอง วันนี้ผมจะมาเฉลยเคล็ดลับสำคัญเกี่ยวกับการมองเห็นทูตสวรรค์

เข้าใจภาษาแปลกๆ
ก่อนที่ผมจะกล่าวถึงเคล็ดลับของการมองเห็นทูตสวรรค์ ผมขอกล่าวเกี่ยวกับภาษาแปลกๆก่อน เพราะถ้าเพื่อนๆเข้าใจในประเด็นเกี่ยวกับภาษาแปลกๆแล้ว เพื่อนๆก็จะพบแสงสว่างในการมองเห็นทูตสวรรค์

ในเรื่องภาษาแปลกๆนั้น ผมได้สอบถามพี่น้องจากหลายๆโบสถ์ว่า แต่ละคนมีประสบการณ์กับภาษาแปลกๆกันอย่างไร และแล้วผมก็พบว่า คำตอบที่ผมได้รับนั้นก็มีอยู่สองแนวทางด้วยกันคือ

แนวทางแรก นานๆทีถึงจะได้พูดภาษาแปลกๆ
คำตอบแนวทางแรกที่ผมได้ยินคือ พี่น้องบางคนนานๆทีถึงจะพูดภาษาแปลกๆ พวกเขาไม่สามารถที่จะริเริ่มพูดภาษาแปลกๆได้เองทั้งๆที่พวกเขาเคยพูดภาษาแปลกๆมาก่อน หรือถ้าพวกเขาจะเริ่มพูดภาษาแปลกๆเองพวกเขาก็ไม่ค่อยมีความมั่นใจนัก พวกเขาจะรู้สึกมั่นใจและพูดภาษาแปลกๆได้เมื่อพวกเขาได้เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในลักษณะที่พิเศษ ซึ่งนานๆทีพวกเขาถึงจะมีประสบการณ์เช่นนี้ 

แนวทางที่สอง พูดภาษาแปลกๆกันอยู่ทุกวัน
ในทางตรงกันข้าม ผมกลับเจอพี่น้องส่วนหนึ่งที่พูดภาษาแปลกๆอยู่ทุกวัน พวกเขาพูดภาษาแปลกๆอย่างปกติในชีวิตประจำวัน พวกเขาจะเริ่มพูดภาษาแปลกๆเมื่อไรก็ได้ และพวกเขาก็จะหยุดพูดภาษาแปลกๆเมื่อไรก็ได้ พวกเขาไม่ต้องรอให้เกิดการเต็มล้นแบบพิเศษ ด้วยเหตุนี้ ภาษาแปลกๆจึงเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของพวกเขา

เกี่ยวกับลักษณะของโบสถ์
จากสถิติที่ผมรวบรวมมา ผมสังเกตเห็นว่า พี่น้องที่นานๆทีถึงจะพูดภาษาแปลกๆได้นั้นมักจะมีพื้นเพจากโบสถ์สายวิชาการ ทว่าพี่น้องที่พูดภาษาแปลกๆเป็นปกติในชีวิตประจำวันนั้นมักจะมาจากโบสถ์สายฤทธิ์เดช

ความเข้าใจที่แตกต่าง
บางคนต้องรอคอยให้เต็มล้นแบบพิเศษก่อนถึงจะพูดภาษาแปลกๆได้ แต่บางคนก็เริ่มพูดภาษาแปลกๆเมื่อไรก็ได้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงเช่นนี้อยู่ที่ ความเข้าใจ(Understanding)

ถ้าคนเราเข้าใจว่า การพูดภาษาแปลกๆนั้นมนุษย์ไม่สามารถริเริ่มเองได้ต้องรอคอยให้พระวิญญาณเคลื่อนเท่านั้น ความเข้าใจแบบนี้ก็จะทำให้คนเรานานๆทีถึงจะพูดภาษาแปลกๆ ทว่าถ้าคนเราเข้าใจว่า คนเราจะริเริ่มพูดภาษาแปลกๆด้วยตนเองเมื่อไรก็ได้ ความเข้าใจเช่นนี้ ก็จะทำให้คนเราพูดภาษาแปลกๆอย่างเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

ความเข้าใจที่คนเรามีต่อภาษาแปลกๆนั้น จะเป็นสิ่งที่กำหนดประสบการณ์ของคนๆนั้นเลยทีเดียว เหตุที่บางคนต้องรอคอยให้เต็มล้นแบบพิเศษแล้วจึงพูดภาษาแปลกๆได้ ก็เป็นเพราะเขาเข้าใจว่าภาษาแปลกๆนั้นมนุษย์ไม่สามารถริเริ่มเองได้เลย ทว่าคนที่พูดภาษาแปลกๆได้อย่างเป็นเรื่องปกตินั้น ก็เพราะเขาเข้าใจว่าเขาจะพูดภาษาแปลกๆเองเมื่อไรก็ได้

ความเข้าใจใดที่ถูกต้อง?
ความเข้าใจแรกคือภาษาแปลกๆนั้นมนุษย์ไม่สามารถริเริ่มเองได้เลย ส่วนความเข้าใจที่สองคือภาษาแปลกๆนั้นมนุษย์สามารถริเริ่มเองได้ ถ้าหากสอบถามผมว่า ผมเห็นด้วยกับความเข้าใจแบบไหน ผมก็ต้องตอบว่าผมเห็นด้วยกับความเข้าใจแบบที่สองมากกว่า ทั้งนี้เมื่อพิจารณาดูจากพระคัมภีร์แล้วผมค้นพบหลักการอย่างหนึ่งก็คือ

(1 โครินธ์ 14:32) วิญ​ญาณ​ของ​พวก​ผู้​เผย​พระ​วจนะ​นั้น อยู่​ใน​บัง​คับ​พวก​ผู้​เผย​พระ​วจนะ

จากข้อพระคัมภีร์นี้อธิบายว่า วิญญาณของผู้เผยพระวจนะนั้นอยู่ในการบังคับของผู้เผยพระวจนะเอง ข้อพระคัมภีร์นี้บอกเป็นนัยว่า เมื่อผู้เผยพระวจนะจะใช้ของประทานของเขานั้น ผู้เผยพระวจนะสามารถควบคุมได้ว่าเขาจะใช้ของประทานเมื่อใดและจะหยุดใช้ของประทานเมื่อใด ดังนั้นถ้าผู้เผยพระวจนะสามารถควบคุมการใช้ของประทานการเผยพระวจนะได้ ผู้เผยพระวจนะก็ควรควบคุมการพูดภาษาแปลกๆของเขาได้ นอกจากนี้บริบทของพระคัมภีร์ใน (1 โครินธ์ 14:14-15) เปาโลได้เขียนราวกับว่า เขาจะพูดภาษาแปลกๆเมื่อใดก็ได้ และเขาจะหยุดพูดภาษาแปลกๆเมื่อใดก็ได้ จากบริบทโดยรวมของพระคัมภีร์ทำให้ผมมีความคิดเห็นว่า ถ้าผู้ใดสามารถพูดภาษาแปลกๆได้แล้ว ผู้นั้นก็จะพูดภาษาแปลกๆอีกเมื่อใดก็ได้ และจะหยุดพูดภาษาแปลกๆเมื่อไรก็ได้

หลักการสำคัญของภาษาแปลกๆ
หลักการสำคัญเกี่ยวกับภาษาแปลกๆนั้นก็คือว่า ผู้ใดก็ตามถ้าของประทานแห่งภาษาแปลกๆได้ “ตื่น” ขึ้นมาในผู้นั้นแล้ว ผู้นั้นก็จะเริ่มพูดภาษาแปลกๆเมื่อไรก็ได้และจะหยุดพูดภาษาแปลกๆเมื่อไรก็ได้

เอาล่ะ ผมได้ชี้แจงถึงหลักการสำคัญของภาษาแปลกๆแล้ว ต่อไปนี้ผมก็ขอส่องสว่างเกี่ยวกับหลักการสำคัญของการมองเห็นทูตสวรรค์

หลักการสำคัญของการมองเห็นทูตสวรรค์
ในพระคัมภีร์ได้อธิบายว่า ภาษาแปลกๆถือเป็นของประทานอย่างหนึ่ง (ดู 1 โครินธ์ 12:10) และตามที่ผมได้ชี้แจงไว้ ถ้าของประทานแห่งภาษาแปลกๆของผู้ใดได้ “ตื่น” ขึ้นมาแล้ว ผู้นั้นก็สามารถเริ่มพูดภาษาแปลกๆเมื่อใดก็ได้และจะหยุดพูดเมื่อใดก็ได้

การมองเห็นทูตสวรรค์ก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งในของประทานการเผยพระวจนะ และในทำนองเดียวกับของประทานแห่งภาษาแปลกๆ ถ้าของประทานด้านการมองเห็นทูตสวรรค์ของผู้ใดได้ “ตื่น” ขึ้นมาแล้ว ผู้นั้นก็สามารถมองเห็นทูตสวรรค์เมื่อใดก็ได้ และจะหยุดมองเห็นทูตสวรรค์เมื่อใดก็ได้

ใช่แล้วครับ หลักการสำคัญของการมองเห็นทูตสวรรค์ก็คือ ถ้าของประทานด้านนี้ของเพื่อนๆได้ตื่นขึ้นมาแล้ว เพื่อนๆจะมองเห็นทูตสวรรค์เมื่อใดก็ได้ และจะหยุดมองเห็นทูตสวรรค์เมื่อใดก็ได้

เมื่อของประทานแห่งภาษาแปลกๆของผู้ใดได้ตื่นขึ้น ผู้นั้นก็ได้รับลิ้นฝ่ายวิญญาณ และผู้นั้นจะใช้ลิ้นฝ่ายวิญญาณเมื่อใดก็ได้ และจะหยุดใช้ลิ้นฝ่ายวิญญาณเมื่อไรก็ได้ ในทำนองเดียวกัน เมื่อของประทานแห่งการมองเห็นทูตสวรรค์ได้ตื่นขึ้น ผู้นั้นก็ได้รับดวงตาฝ่ายวิญญาณ และผู้นั้นก็จะลืมตาฝ่ายวิญญาณเพื่อมองเห็นทูตสวรรค์เมื่อใดก็ได้ และจะหลับตาฝ่ายวิญญาณเมื่อไรก็ได้

ความเข้าใจส่งผลต่อประสบการณ์
ความเข้าใจที่ว่า “การมองเห็นทูตสวรรค์ต้องรอคอยให้พระวิญญาณเปิดตา มนุษย์ไม่สามารถเปิดตาได้เอง” ความเข้าใจแบบนี้จะทำให้คนเรานานๆทีถึงจะเจอทูตสวรรค์ อนึ่ง ถ้าคนเราเข้าใจว่า “มนุษย์สามารถมองเห็นทูตสวรรค์เมื่อใดก็ได้” คนเราก็จะพบเจอทูตสวรรค์อย่างเป็นเรื่องปกติ

เคล็ดลับสำคัญของการมองเห็นทูตสวรรค์
เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้คนเราเห็นทูตสวรรค์ได้อย่างง่ายดายก็คือ
ภาษาแปลกๆนั้นคนเราจะเริ่มพูดเมื่อไรก็ได้และจะหยุดพูดเมื่อไรก็ได้ การมองเห็นทูตสวรรค์ก็เช่นกัน คนเราก็มองเห็นทูตสวรรค์เมื่อไรก็ได้และจะหยุดมองเห็นทูตสวรรค์เมื่อไรก็ได้

ประสบการณ์ของคนเรา
คนที่นานๆทีถึงจะได้เจอทูตสวรรค์นั้นเป็นเพราะเขาเข้าใจว่าเขาไม่สามารถเริ่มมองเห็นทูตสวรรค์ได้ด้วยตัวเอง แต่คนที่พบเจอทูตสวรรค์และสนทนากับทูตสวรรค์อย่างเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันได้นั้นก็เป็นเพราะเขาเข้าใจว่าเขาสามารถมองเห็นทูตสวรรค์เมื่อใดก็ได้

เรื่องน่าเสียดาย
บางคนของประทานแห่งการมองเห็นทูตสวรรค์ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว บางคนเคยมองเห็นทูตสวรรค์มาก่อน แต่ด้วยความเข้าใจที่ว่า “ผู้เชื่อไม่สามารถริเริ่มเห็นทูตสวรรค์ได้ด้วยตัวเอง” พวกเขาจึงไม่ค่อยได้เห็นทูตสวรรค์ทั้งๆที่ความจริงแล้วพวกเขาสามารถเห็นได้ในทุกวัน นี่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย วันนี้จึงเป็นวันที่คนเราจะเปลี่ยนความเข้าใจเสียใหม่ และคนเราก็จะมองเห็นทูตสวรรค์และสนทนากับทูตสวรรค์อย่างเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน อาเมน

การมองเห็นทูตสวรรค์จงตื่นขึ้นท่ามกลางเพื่อนๆเถิด อาเมน
 Philip Kavilar

หนังสือแนะนำเพิ่มเติม
Everyday Angels โดย Charity Virkler Kayembe, Joe Brock
Seeing Angels โดย Joshua Mills

Philip Kavilar นักวิชาการด้านฟิสิกส์ ผู้ศึกษาพระคัมภีร์เป็นงานอดิเรก เป็นผู้ที่มีของประทานด้านวิชาการและการเผยพระวจนะผสมผสานกัน  ท่านมีความปรารถนาที่จะเห็นการร่วมประสานกันระหว่างพี่น้องในสายวิชาการกับพี่น้องในสายฤทธิ์เดช และหนุนใจให้คริสตจักรขับเคลื่อนในการเผยพระวจนะและการแปลภาษาแปลกๆ