03 มีนาคม 2561

แนวทางการรักษาโรค 2 แบบ


จากประสบการณ์ของคริสเตียน การรักษาโรคแบบเหนือธรรมชาติที่เกิดในคริสตจักร มักจะมีให้เห็นอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ 1. ผ่านกางเขนและความเชื่อ กับ 2. ผ่านฤทธิ์เดชและของประทาน ให้พวกเรามาพิจารณาการรักษาโรคในแต่ละรูปแบบกัน

รูปแบบแรก – ผ่านกางเขนและความเชื่อ

การรักษาโรคที่เกิดขึ้นในรูปแบบนี้ หลายครั้งหลายคราไม่ได้เกิดขึ้นจากการวางมือหรือการส่งผ่านฤทธิ์เดช แต่เกิดจากการที่ผู้หนึ่งเกิดมีความเชื่อ และโดยความเชื่อ การรักษาก็เกิดขึ้น

ในพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงว่า กางเขนของพระคริสต์ ไม่เพียงแต่มีเรื่องของการอภัยบาปเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการรักษาร่างกายด้วย

(1 เปโตร 2:24) พระ​องค์​เอง​ได้​ทรง​รับ​แบก​บาป​ทั้ง​หลาย​ของ​เรา​ไว้​ใน​พระ​กาย​ของ​พระ​องค์ ที่​ต้น​ไม้​นั้น เพื่อ​ว่า​เรา​จะ​ตาย​ต่อ​บาป​ได้ และ​ดำ​เนิน​ชีวิต​เพื่อ​ความ​ชอบ​ธรรม ด้วย​บาด​แผล​ของ​พระ​องค์ พวก​ท่าน​จึง​ได้​รับ​การ​รักษา​ให้​หาย

การรักษาโรคผ่านทางความเชื่อ เกิดขึ้นโดยผู้หนึ่งได้มองเห็นว่าพระคริสต์ไม่เพียงแบกรับความบาปที่กางเขนเท่านั้น แต่พระองค์ได้แบกรับโรคภัยทางบาดแผลของพระองค์ด้วย

มรดกของพระเจ้าที่พระองค์ประทานให้กับผู้เชื่อนั้น พระองค์ไม่เพียงประทานมรดกแห่งการอภัยบาปเท่านั้น แต่พระองค์ประทานมรดกแห่งการรักษาโรคด้วย หากผู้หนึ่งมองเห็นเพียงมรดกแห่งการอภัยบาปอย่างเดียว ผู้นั้นก็จะมีประสบการณ์กับมรดกในเรื่องของการอภัยบาปอย่างเดียว ทว่า หากผู้นั้นมองเห็นมรดกของการรักษาโรคและต้อนรับมรดกแห่งการรักษาโรคด้วยความเชื่อ สิ่งอัศจรรย์ก็เกิดมากยิ่งขึ้น

ปกติแล้ว เมื่อผู้หนึ่งรับมรดกต่างๆในพันธสัญญาใหม่ ขั้นตอนของการรับมรดกนี้สามารถแบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ 1. รู้จักมรดกนั้นๆ 2. ต้อนรับมรดกนั้นด้วยความเชื่อ 3. ประสบการณ์มรดกนั้นๆ

เหตุหนึ่งที่ผู้เชื่อไม่มีประสบการณ์การรักษาโรค ด้านหนึ่งก็เพราะการไม่รับรู้มรดกแห่งการรักษาโรค กระนั้นแม้ผู้หนึ่งจะรับรู้ถึงมรดกของการรักษาโรค แต่การที่จะประสบการณ์มรดกแห่งการรักษาโรคได้นั้น ผู้นั้นจะต้องต้อนรับมรดกนี้ด้วยความเชื่อด้วย ซึ่งแนวทางแห่งการต้อนรับมรดกแห่งการรักษาโรคด้วยความเชื่อนั้น สามารถมีภาคปฏิบัติได้ดังต่อไปนี้

ก. สรรเสริญพระเจ้า ที่พระคริสต์ได้รับโรคภัยผ่านรอยแผลของพระองค์

ปกติแล้ว พวกเรามักจะอธิษฐานแบบทูลขอต่อพระเจ้า เพื่อให้พระองค์ประทานบางสิ่งให้กับพวกเรา แต่การต้อนรับมรดกแห่งการรักษาโรค ไม่ได้เริ่มต้นโดยวิญญาณแห่งการทูลขอ แต่เริ่มต้นโดยวิญญาณแห่งการสรรเสริญ เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่า การรักษาโรคเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้ตระเตรียมไว้ให้พวกเราแล้ว การรักษาโรคโดยกางเขนเป็นการงานของพระเจ้าที่ทำสำเร็จไปแล้ว พระเจ้าไม่จำเป็นต้องทำการงานใดๆสำหรับมรดกนี้อีก สิ่งที่มนุษย์จะต้องทำ ไม่ใช่ทูลขอให้พระองค์ทรงทำการงานเพิ่มขึ้น แต่เป็นการสรรเสริญพระองค์ที่พระองค์ได้ทำการงานเสร็จแล้ว และสรรเสริญพระองค์ที่พระคริสต์ได้รับโรคภัยแทนพวกเราแล้ว

ข. ป่าวประกาศว่า พระคริสต์ได้รับโรคภัยแทนพวกเราแล้ว

นอกจากการสรรเสริญแล้ว การป่าวประกาศก็เป็นภาคปฏิบัติอย่างหนึ่งของความเชื่อ การป่าวประกาศไม่ใช่การทูลขอพระเจ้า การป่าวประกาศไม่ได้เป็นการขอให้พระเจ้าเพิ่มเติมสิ่งใด แต่การป่าวประกาศเป็นการพูดโดยความเชื่อว่า พระเจ้าได้ทำสิ่งหนึ่งเรียบร้อยแล้ว พวกเราเพียงแต่ป่าวประกาศและต้อนรับการงานที่สำเร็จแล้วของพระองค์เข้ามา

คำอธิษฐานแบบทูลขอ มักจะมีลักษณะที่ว่า พระบิดา พระองค์เป็นแพทย์ผู้แสนดี ขอพระองค์รักษา... แต่การป่าวประกาศ จะมีน้ำเสียงที่ว่า พระบิดา สรรเสริญพระองค์ที่พระคริสต์ได้รับโรคภัยแทนพวกเราแล้ว พวกเราป่าวประกาศว่าพระคริสต์ได้รับโรคภัยทั้งสิ้นแทน ... แล้ว

อย่างไรก็ดี การป่าวประกาศไม่ใช่การกระทำที่ผู้เชื่อควรทำเพียงครั้งเดียว แต่ผู้เชื่อควรป่าวประกาศในทุกโอกาส การป่าวประกาศเป็นดั่งการอ้างสิทธิในมรดก หลายครั้งหลายครา พระเจ้าได้ประทานมรดกให้กับผู้เชื่อแล้ว แต่ผู้เชื่อกลับไม่ได้ป่าวประกาศหรืออ้างสิทธิในมรดกนั้น หากจะเปรียบเปรยก็เหมือนกับว่า พระเจ้าได้โอนเงินในบัญชีให้ผู้เชื่อเป็นล้านๆบาท แต่หากผู้เชื่อไม่ไปถอนเงิน ผู้เชื่อก็ไม่สามารถประสบการณ์กับเงินล้านได้ ในทำนองเดียวกัน โดยกางเขน พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมมรดกแห่งการรักษาโรคให้พวกเราแล้ว หากผู้เชื่อรับรู้ถึงมรดกนี้ และต้อนรับมรดกแห่งการรักษาโรคด้วยการป่าวประกาศและอ้างสิทธิ ผู้เชื่อก็สามารถรับมรดกและมีประสบการณ์กับมรดกนี้ได้

บางคนอาจสงสัยว่า มีความเชื่ออยู่ในหัวใจ แต่ไม่ป่าวประกาศจะได้ไหม? อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ก็ได้เขียนไว้ว่า ความเชื่อที่สมบูรณ์จะต้องมีการกระทำติดตามมาด้วย (ยากอบ 2:22) ความเชื่อที่สมบูรณ์จึงไม่ใช่ความเชื่อที่ดำรงอยู่ในหัวใจเท่านั้น ความเชื่อที่สมบูรณ์จะต้องมีภาคปฏิบัติในการป่าวประกาศออกมาด้วย

ที่ผ่านมาก็คือการรักษาโรคที่เกิดขึ้นโดยการรับรู้ถึงมรดก และต้อนรับมรดกนั้นด้วยความเชื่อผ่านการป่าวประกาศ กระนั้นการรักษาโรคก็ยังมีอีกรูปแบบหนึ่ง

รูปแบบที่สอง – ผ่านฤทธิ์เดชและของประทาน

เมื่อผู้เชื่อคนหนึ่งได้วางมือบนผู้ป่วย แม้ว่าผู้ป่วยจะขาดความเชื่อ แต่หลายครั้งหลายครา ก็รักษาโรคก็เกิดขึ้น จากสถิติที่ผ่านมา มีคำพยานมากมายว่า หลายครั้งผู้ป่วยไม่ได้มีความเชื่อในการรักษาโรคเลย แต่เมื่อมีผู้หนึ่งวางมือผู้ป่วย ผู้ที่เจ็บป่วยกลับได้รับการรักษาโรคอย่างเหนือธรรมชาติ การรักษาโรคในรูปแบบนี้ไม่ใช่การรักษาโรคในรูปแบบของการรับมรดกด้วยความเชื่อ แต่เป็นการรักษาโรคในมิติของฤทธิ์เดช

การรักษาโรคในรูปแบบแรก(รับมรดกโดยความเชื่อ) มีปัจจัยสำคัญอยู่ที่กางเขน เพราะที่กางเขน พระคริสต์ได้ทรงรับโรคภัยของมนุษย์ผ่านรอยแผลเฆี่ยนของพระองค์ ทว่า การรักษาโรคในรูปแบบที่สอง(แบบฤทธิ์เดช) ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกางเขน ในพระคัมภีร์ได้บรรยายถึงเหตุการณ์ที่ว่า พระเยซูได้ประทานฤทธิ์เดชให้กับสาวกในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ (ลูกา 9:1) และสาวกก็สามารถรักษาโรคให้กับผู้คนได้ด้วย สังเกตได้ว่า การรักษาโรคของเหล่าสาวกนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับกางเขนเลย เพราะว่าตอนนั้นพระคริสต์ยังไม่ได้ถูกตรึงกางเขน ตอนนั้นพระองค์ยังไม่ได้รับโรคภัยผ่านรอยแผลเฆี่ยนของพระองค์ ดังนั้นเหตุที่สาวกรักษาโรคได้นั้น จึงเป็นเรื่องของฤทธิ์เดชที่สามารถรักษาโรคได้โดยไม่เกี่ยวกับกางเขน

                ผู้เชื่อสามารถรักษาโรคให้กับผู้คนในมิติของฤทธิ์เดชได้ โดยการวางมือไปยังผู้ป่วย และใช้สิทธิอำนาจสั่งให้โรคภัยถูกขจัดออกไปจากผู้ป่วย การรักษาโรคด้วยฤทธิ์เดชนี้ จะไม่ใช่การอธิษฐานทูลขอให้พระเจ้ารักษา แต่เป็นการใช้สิทธิอำนาจสั่งให้โรคภัยถูกขจัด (ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ไม่มีการรักษาโรคโดยการทูลขอต่อพระเจ้า มีแต่การรักษาโรคที่เกิดจากผู้เชื่อใช้สิทธิอำนาจสั่งให้การรักษาเกิดขึ้น)

แนวทางการรักษาโรคด้วยฤทธิ์เดช จะไม่ใช่การอธิษฐานทูลขอที่ว่า พระบิดา พระองค์เป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์ทรงรักษา... การอธิษฐานรักษาโรคด้วยฤทธิ์เดช จะเป็นการใช้สิทธิอำนาจ โดยลักษณะคำอธิษฐานจะประมาณว่า ในนามพระเยซูคริสต์ โรคเบาหวานของ ... จงถูกขจัด

                กระนั้นด้านหนึ่งการรักษาโรคก็เป็นของประทาน (1 โครินธ์ 12:9) ซึ่งแต่ละคนจะมีของประทานการรักษาโรคในมิติที่แตกต่างกันไป แต่ละคนจะมีการเจิมในการรักษาโรคที่ไม่เหมือนกัน บางคนมีการเจิมในการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูก บางคนมีการเจิมในการรักษาโรคเกี่ยวกับอาการปวด บางคนมีการเจิมในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบเลือด หากเพื่อนๆรักษาโรคหนึ่งได้หายเป็นประจำแล้ว นั่นอาจแสดงว่าเพื่อนๆอาจมีการเจิมในการรักษาโรคนั้นๆ

                บางคนอาจสงสัยว่าแต่ละคนมีการเจิมในการรักษาโรคที่แตกต่างกันหรือ? เพื่อนๆครับ ในของประทานการเผยพระวจนะ ก็เป็นของประทานที่แต่ละคนมีการเจิมที่แตกต่างกัน บางคนจะมีการเจิมในการเผยพระวจนะเชิงหนุนใจ บางคนจะมีการเจิมในการเผยพระวจนะแบบพยากรณ์อนาคต บางคนจะมีการเจิมในการเผยพระวจนะในลักษณะที่ว่ามักจะล่วงรู้ความลับของผู้อื่น เห็นได้ว่าของประทานการเผยพระวจนะ ก็มีลักษณะของการเจิมที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน ของประทานการรักษาโรคก็เช่นกัน แต่ละคนก็มีการเจิมในการรักษาโรคที่แตกต่างกันไป (รายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้ เพื่อนๆสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ Your Spiritual Gifts Can Help Your Church Grow ของ C. Peter Wagner)

                สุดท้ายนี้ ผมอวยพรให้เพื่อนๆ ได้ประสบการณ์มรดกแห่งการรักษาโรคอย่างเต็มที่ และให้เพื่อนๆได้ค้นพบว่าตนเองมีการเจิมในการรักษาโรคใด ขอพระเจ้าเสริมกำลังเพื่อนๆครับ

พระคุณจงมีแด่เพื่อนๆ
Philip Kavilar

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

หนังสือ Systematic Theology for the New Apostolic Reformation เขียนโดย Harold R. Eberle
หนังสือ Your Spiritual Gifts Can Help Your Church Grow เขียนโดย C. Peter Wagner
หนังสือ Fact, Faith, and Experience เขียนโดย Watchman Nee

02 มีนาคม 2561

รักแท้แพ้ใกล้ชิด or ใกล้ชิดแล้ว ค่อยพบรักแท้

💘รักแท้แพ้ใกล้ชิด or ใกล้ชิดแล้ว ค่อยพบรักแท้💘
💡เอายังไงดีน๊า !
💓รักเผื่อเลือก or เลือกแล้วรัก 💘 รักแบบไหนดีต่อ
ใจน๊าาา
💑ก่อนรักใคร ?👫 Loveใคร ?
อย่าลืมอ่าน E book "เลือกคนที่เหมาะ เพราะเป็นคู่ที่ใช่ " ก่อนนะจร้า 😍รักน๊าาา...จึงมาบอก 📣
มาค้นหาคนที่เหมาะ เพราะเป็นคู่ที่ใช่ ด้วยกัน 💑
🎯พบคำตอบได้ผ่าน E- Book ชุดนี้📗📘
🙋🙌คนที่ใช่เป็นแบบไหน ?
💏รักแท้เป็นแบบไหน ?
รักแท้ พบแล้วค่อยๆรัก
รักเกิดจากเวลาที่สั่งสม...
ค้นหาคำตอบได้ใน ebook เล่มนี้
#LoveMatch เลือกคนที่เหมาะเพราะเป็นคู่ที่ใช่
💥โปรโมชั่นพิเศษ ! สำหรับคุณคนพิเศษ
E-book #LoveMatch เลือกคนที่เหมาะเพราะเป็นคู่ที่ใช่
E book ที่เหมาะสำหรับคนที่มีความรัก หรือต้องการข้อคิดสำหรับการเลือกคู่ครองในอนาคต

E bookที่เหมาะสำหรับคนที่จะสร้างครอบครัวด้วยความรัก ความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่าง
โปรโมชั่นพิเศษ ! ราคา 390 บาท ลดเหลือเพียง 200 บาท
หากซื้อ 2 เล่ม (บ้านในฝัน+Love Match) จาก 780 บาท ลดเหลือเพียง 300 บาท
ราคาพิเศษนี้ถึงวันที่ 10 มีนาคม 61 นี้ เท่านั้น พลาดไม่ได้!
วิธีการสั่งซื้อ
1. inbox เข้ามาในเพจเล่าเรื่องครอบครัว
https://www.facebook.com/Naphtali5777/
2. สั่งซื้อผ่าน Line@ : @family777 หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40wpi1491h

21 กุมภาพันธ์ 2561

อะไรคือการดับพระวิญญาณ?

1 เธสะโลนิกา 5:19-21) อย่าดับพระวิญญาณ อย่าหมิ่นประมาทคำเผยพระวจนะ แต่จงพิสูจน์ทุกสิ่ง สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น

   “การดับพระวิญญาณเป็นวลีที่ปรากฏเพียงครั้งเดียวในพระคัมภีร์ ซึ่งบริบทที่วลีนี้ปรากฏมีความเกี่ยวข้องกับคำเผยพระวจนะ

            ปกติแล้ว เมื่อคนเราได้รับคำเผยพระวจนะหรือได้รับพระสัญญาบางอย่าง ในช่วงแรกๆที่พวกเขาเพิ่งจะได้รับพระสัญญานั้น ความเปรมปรีดิ์ก็เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา พวกเขาสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้อย่างง่ายดาย ยามใดที่พวกเขาคิดถึงถ้อยคำที่พวกเขาได้รับ พวกเขาก็มักจะยิ้มได้และหัวเราะได้ร่ำไป พร้อมกับความหวังในหัวใจว่า พระสัญญานี้จะสำเร็จแน่นอน บ้างก็คิดว่า อีกไม่นานคำเผยพระวจนะนี้ก็จะลุล่วงไปด้วยดี

            ทว่า เมื่อวันเวลาผ่านไป ดูเหมือนว่าพระสัญญาที่เคยได้รับก็ติดขัดและไม่เห็นผลสักที วันเวลาผ่านไป อุปสรรคนานาประการก็เกิดขึ้น เส้นทางที่แรกๆดูเหมือนจะราบรื่นก็พานพบกับทางตัน โอ ในวาระเช่นนี้แหละ ที่คนเราเริ่มสงสัยว่า คำเผยพระวจนะที่ได้รับนี้ ใช่มาจากพระเจ้าหรือไม่? ในวาระเช่นนี้แหละ ที่คนเราเริ่มสงสัยว่า ถ้อยคำที่เราเคยได้รับนั้น เป็นพระสัญญาของพระเจ้าหรือเปล่า? ทว่า เมื่อหัวใจของพวกเราขบคิดอย่างเที่ยงตรง พวกเราก็เห็นถึงการยืนยันจากพระเจ้าอยู่ตลอดมา หลายครั้งหลายครา พระเจ้าก็อยู่ด้วยและยืนยันในพระสัญญานี้อยู่เสมอ

            จากประสบการณ์ของหลายคน สามารถบอกได้ว่า หลายครั้งหลายครา พระสัญญาของพระเจ้าก็ไม่ได้สำเร็จในวิธีที่พวกเราคิด บางครั้งพระเจ้าประทานพระสัญญามาให้ แต่พระสัญญานั้นก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะสำเร็จ โอ เพื่อนๆเอ๋ย จงดูอับราฮัมบิดาของพวกเราเป็นแบบอย่าง ท่านได้รับพระสัญญาจากพระเจ้าอย่างจริงแท้แน่นอน และพระองค์ก็ทรงยืนยันพระสัญญานั้นกับอับราฮัมเป็นระยะๆ แต่พระสัญญานั้นก็ใช้เวลาหลายปีกว่าสำเร็จ โอ เพื่อนๆเอ๋ย ให้พวกเรามีอับราฮัมเป็นแบบอย่าง แม้เส้นทางดูเหมือนจะมืดมน แม้ว่าหนทางจะดูตีบตัน แต่อับราฮัมบิดาของพวกเราก็ยังคงมีความเชื่อว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อที่จะทำให้พระสัญญาสำเร็จ

            ฉะนั้นแล้ว การดับพระวิญญาณคืออะไร? ในพระคัมภีร์เมื่อพวกเราดูบริบทของคำว่า ดับพระวิญญาณ พวกเราก็ค้นพบว่า การดับพระวิญญาณดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับ การหมิ่นประมาทคำเผยพระวจนะ กล่าวได้ว่าด้านหนึ่ง การดับพระวิญญาณก็คือการที่พวกเราเริ่มหยุดเชื่อในคำเผยพระวจนะ และเริ่มดูแคลนพระสัญญาของพระเจ้า ซึ่งคนเรามักจะเกิดอาการนี้ เมื่อได้รับพระสัญญามาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่เห็นผลสำเร็จเสียที แรกๆที่คนเราเพิ่งได้รับพระสัญญาใหม่ๆมักจะไม่ค่อยมีอาการเช่นนี้ เพราะตอนแรกๆ ไฟยังคงลุกโชนอยู่ ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป สิ่งต่างๆก็เริ่มไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ไฟที่เคยลุกโชติช่วงในตอนแรกๆก็ค่อยๆริบหรี่ลง จนเริ่มสงสัยในพระสัญญา อย่างไรก็ดี พระคัมภีร์ตอนนี้ ก็ให้แนวทางในการจุดไฟแห่งพระวิญญาณขึ้นมาอีก โอ ขอบคุณพระเจ้า

แนวทางจุดไฟแห่งพระวิญญาณ
(1 เธสะโลนิกา 4:16-19) จง​ชื่น​บาน​อยู่​เสมอ​ จง​อธิษฐาน​อย่าง​สม่ำเสมอ​ จง​ขอบ​พระ​คุณ​ใน​ทุก​กรณี เพราะ​นี่​แหละ​เป็น​น้ำ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า ซึ่ง​ปรากฏ​อยู่​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ อย่าดับพระวิญญาณ

            โอ เพื่อนๆเอ๋ย จงชื่นบานเถิด แม้ว่าเส้นทางจะดูเหมือนตีบตัน แต่ถ้าเพื่อนๆพิจารณาดูให้ดี เส้นทางนั้นก็ไม่ได้ตีบตันซะทีเดียว แต่ยังคงมีช่องทางและมีแสงสว่างอยู่ แม้ว่ามันจะเล็กไปบ้าง แต่พระเจ้าก็สามารถขยายโอกาสและช่องทางที่เล็กๆนี้ให้กว้างขึ้นได้  โอ ให้พวกเราขอบคุณพระเจ้า สำหรับโอกาสและช่องทางเล็กๆนี้กันเถิด ไม่แน่นะ โอกาสและช่องทางเล็กๆนี้นี่แหละ ที่จะนำไปสู่โอกาสและเส้นทางที่กว้างขวางในอนาคต

            นอกจากการชื่นบานและการขอบพระคุณแล้ว โอ เพื่อนๆเอ๋ย พวกเราต้องอธิษฐานด้วย ดูสิ แม้ดาเนียลจะล่วงรู้คำเผยพระวจนะจากหนังสือเยเรมีย์ว่าพระเจ้าจะนำคนอิสราเอลกลับสู่เยรูซาเล็ม แต่ดาเนียลก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ดาเนียลไม่ได้อยู่นิ่งๆและเอาแต่รอคอยให้คำเผยพระวจนะสำเร็จ แต่ดาเนียลได้มีส่วนร่วมในการทำให้คำเผยพระวจนะนี้สำเร็จ ด้วยการอธิษฐานต่อพระเจ้าให้พระองค์ทรงกระทำตามสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ โอ เพื่อนๆเอ๋ย อย่าเพียงแต่รอคอยให้พระสัญญาสำเร็จเท่านั้น ให้พวกเราลุกขึ้นมา ใช่แล้ว ให้พวกเราลุกขึ้นมา และอธิษฐานต่อพระเจ้า ทูลขอให้พระองค์ทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ให้สำเร็จ โอ ไฟแห่งพระวิญญาณจงลุกโชนท่ามกลางเพื่อนๆเถิด


พระคุณจงมีแด่เพื่อนๆ
Philip Kavilar



20 กุมภาพันธ์ 2561

รักจริงผ่านจอ

สุขสันต์ในเทศกาลแห่งความรัก วันวาเลนไทน์ที่กำลังมาถึง
ซึ่งเป็น "วันแห่งความรักที่บริสุทธิ์" แต่ไม่ใช่ "วันเสียความบริสุทธิ์เพื่อความรัก"

ความรักมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งความรักของครอบครัว พ่อแม่ลูก คู่รัก เพื่อนๆหรือคนกับสัตว์ต่างๆ
ถ้ารักสัตว์ก็จะไม่เข้าป่าไปล่าสัตว์ แต่ต้องรักษาป่าไม้ไว้ให้ลูกหลาน
บางคนรักของสะสมเช่นนาฬิกา ก็จะหวงไม่ยอมให้ใครยืม ถ้ายืมไปต้องรีบทวงคืน
บางคนรักสนุกเล่นคุกกี้เสี่ยงทาย บางคนชอบเสี่ยงโชค ขนาดซื้อหวย ยังต้องถ่ายรูป Selfie ไว้เพื่อกันหาย

นั่นเป็นหลากหลายความรักที่สามารถแสดงออกได้ในหลายวิธีการ
ปีนักษัตรปีนี้ คือ ปีจอ นั่นคือ สุนัข แต่สำหรับจอที่เรารู้จักกันดี ในยุคเมืองไทย 4.0 ที่มีฝุ่นควันระดับ pm 2.5 นั่นคือ
จอโทรศัพท์มือถือหรือจอคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไทยทุกคนต้องยอมก้มหัวให้ นั่นคือ โทรศัพท์มือถือ
ทุกสิ่งในโลกถูกย่อลงมาสามารถค้นหาได้ในจอมือถือ เพื่อใช้สื่อสารหรือทำธุรกิจในสังคมออนไลน์
จอมือถือทำให้คนไทยเอาแต่ก้มหน้ามองจอ
ขอหนุนใจว่าเราไม่ควรเป็นสังคมแบบ Hi-Tech แต่ Low Touch อย่าเอาแต่สัมผัสจอ แต่เราต้องสัมผัสใจ เอาใจใส่กันด้วย
ความรักต้องใช้เวลาร่วมกัน ครอบครัวควรมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันไม่ว่าจะรับประทานอาหาร ดูโทรทัศน์หรือออกกำลังกายด้วยกัน

บทความครั้งนี้เป็นข้อคิดเรื่องความรัก "รักจริงผ่านจอ" เราสามารถแสดงความรักอย่างไรบ้าง ผ่านทางจอมือถือหรือจอคอมพิวเตอร์ ที่สื่อสารออกมาให้อ่านกัน ดังนี้

1. พูดจริงแม้ใจต้องเจ็บ ดีกว่าเจ็บไม่มีวันจบ

มีคำกล่าวว่า "ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่บางครั้งคนพูดความจริงอาจจะตายได้ " 
สิ่งนี้ทำให้คนเราใจฝ่อไม่ขอพูดความจริง เพราะกลัวเจ็บที่ถูกปฏิเสธหากพูดออกไป
หลายคนจึงเรื่องที่จะใช้วิธีการโกหก หรือพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว แต่ขอบอกว่า "การพูดความจริงครึ่งเดียวก็เท่ากับโกหกทั้งเรื่อง" (A half-truth is a whole lie.)

ไม่ว่าจะโกหกแบบใด สีขาวหรือสีไหนๆ ก็คือโกหกทั้งสิ้น เมื่อคนที่เราพูดโกหกไป รู้ความจริงภายหลังจากคนอื่น ทำให้เจ็บช้ำกว่าพูดจริงแต่เริ่มต้น

ดังนั้น "จริงก็ว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดเท่านี้ก็พอ" ไม่จำเป็นต้องต่อความยาว ไปใส่ไข่ใส่สีเพิ่มเติม"
การพูดความจริงหรือสื่อสารความจริงด้วยวิธีการที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เราควรที่จะพูดความจริงด้วยใจรัก แม้อาจจะต้องเจ็บใจ ดีกว่าปล่อยให้คนที่เรารักทำผิดต่อไปเรื่อยๆ ทำให้ใจเราต้องเจ็บแบบไม่มีวันจบ

การพูดความจริงด้วยเจตนาไม่ดี อาจจะเป็นเหมือนการยิงกระสุนปิืนเข้าไปทำร้ายผู้ฟังได้
ดังนั้นเราควรที่จะคิดก่อนที่จะพูด หรือคิดก่อนจะ Post หรือส่งข้อความ ควรจะให้ถูกเวลา และมีวิธีการสื่อสารที่ถูกต้องเหมาะสม
รับรองจะได้ผลการตอบสนองที่ดีกว่าพูดแบบสุ่มสี่สุมห้าเหมือนคนหาเรื่อง เพราะบางทีหากเราพูดความจริงในเชิงตำหนิหรือต่อว่า คนที่รับฟังก็อาจจะไม่ยอมรับได้

2.ทำจริงแม้ไม่ถูกใจ ดีกว่าจนใจที่ไม่รู้จักจำ

การแสดงออกถึงความรัก พูดอย่างเดียวไม่พอ ต้องแสดงออกเป็นการกระทำด้วย
คำว่า "รัก" ที่พูดออกมาง่ายๆจะเป็นคำมักง่ายที่ไม่ได้มาจากการกระทำที่สำแดง เราจึงไม่ควรรักกันและกันที่คำพูดเท่านั้นแต่ต้องแสดงออกเป็นการกระทำด้วย

การทำในสิ่งที่ใช่บางครั้งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบ เพราะหากเรามุ่งต่อการทำตามใจแต่ไม่ใส่ใจในสิ่งที่ถูก เราอาจจะต้องจนใจ เพราะเขาก็ทำสิ่งที่ผิดต่อไปอย่างไม่รู้จักจำ ดังนั้นความรักจึงไม่ทำร้ายกันโดยทำตามใจในสิ่งผิดๆ บางครั้งต้องยอมขัดใจเพราะขัดเกลาให้เขาเปลี่ยนนิสัย

สุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า "เหล็กลับเหล็กได้ คนหนึ่งก็ลับเพื่อนของตนได้” 

เป็นการขัดเกลาเหลี่ยมมุมในนิสัยของกันและกัน อาจมีบาดแผลเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ แต่ในที่สุด การกระทำเช่นนี้ช่วยให้คนที่เรารักเขาปลี่ยนแปลงได้ ดีกว่าปล่อยให้ทำผิดซ้ำอีกโดยไม่รู้จักจำ เราต้องมานั่งจนใจทำอะไรไม่ได้เมื่อสายไป

3.รักจริงแม้ต้องจ๋อย ดีกว่าปล่อยใจถูกจำจอง

ถ้ารักจริงต้องกล้าแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้องดีกว่าฝืนใจตนเอง เก็บซ่อนความรู้สึกไว้ไม่กล้าบอกใคร เหมือนหัวใจถูกจองจำในมุมมืดของความรู้สึก
บางคนกลัวที่จะปักใจรักใครจริงเพราะกลัวว่าจะอกหัก ขอหนุนใจว่า "อกหักดีกว่ารักไม่เป็น" ที่เป็นเช่นนั้นเพราะคนที่รักใครแม้ว่าต้องอกหักผิดหวังนั้นยังดีกว่าคนที่ไม่มีความรัก

"อกไก่ยังต้องมีคนหมัก อกหักก็ต้องมีคนใหม่" เป็นเรื่องธรรมดา 

ขอให้เราแสดงความจริงใจ เมื่อเราหว่านสิ่งใดก็จะได้รับสิ่งนั้น

แม้ว่าเรารักใครจริงแล้วต้องจ๋อยก็ปล่อยมันไป เมื่อเรารักจริงกับใครวันหนึ่งจะสมหวัง
อย่าท้อใจทำดีต่อไปด้วยความรัก เราจะได้เก็บเกี่ยวสิ่งดีที่ทำในเวลาที่สมควร ขอเป็นกำลังใจให้คนที่รักจริงทุกท่าน

ขอให้ความสุขในช่วงเวลาเทศกาลแห่งความรัก

โจ นัฟทาลี




15 กุมภาพันธ์ 2561

เสาเมฆเสาเพลิงในชีวิตคริสเตียน

คนอิสราเอลในสมัยโมเสส ได้รับการทรงนำจากพระเจ้าผ่านเสาเมฆและเสาเพลิง ยามที่ดวงอาทิตย์ฉายส่อง พระเจ้าทรงนำคนอิสราเอลด้วยเสาเมฆ แต่ในยามที่ดวงอาทิตย์ลาลับ พระองค์ก็ทรงนำคนอิสราเอลด้วยเสาเพลิง
ยามดวงอาทิตย์ฉายส่อง-เสาเมฆ       
บางครั้ง ฤดูกาลของพวกเราก็เหมือนฤดูกาลที่เหมือนดวงอาทิตย์ฉายส่อง มองไปทางไหนก็ได้รับการสำแดง ขยับไปทางไหนก็ได้รับการสัมผัสใจ มองไปทางไหนก็เห็นเส้นทางแห่งความสำเร็จ โอ วาระแห่งดวงอาทิตย์ฉายส่องช่างสดใสยิ่งนัก ทูลถามอะไรกับพระเจ้า แปปๆก็ได้คำตอบแล้ว วาระแห่งดวงอาทิตย์ฉายส่องนี่แหละ ที่อาจเรียกได้ว่าวาระแห่งเสาเมฆ เป็นวาระที่เห็นถึงการอยู่ด้วยของพระเจ้าได้อย่างง่ายดาย

ยามดวงอาทิตย์ลาลับ-เสาเพลิง
            ทว่า พวกเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า บางฤดูกาลพวกเราก็เหมือนอยู่ในความมืด มองไปทางไหนก็ไม่เห็นการสำแดง ทูลถามอะไรกับพระเจ้า ก็ดูเหมือนไม่ได้คำตอบสักที เส้นทางที่ก้าวเดินก็ดูเหมือนไม่เห็นทางไปต่อ อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในฤดูกาลแห่งความมืดที่ไม่ค่อยเห็นการสำแดง แต่สิ่งที่พวกเรามีอยู่ก็คือ คำเผยพระวจนะที่เคยได้รับหรือพระสัญญาที่พระองค์เคยประทานให้

            ในวาระที่ดูเหมือนมืดมิดนี้ ก็ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนแสงสว่าง เป็นเหมือนประทีปที่นำพาให้เดินต่อไป แสงสว่างนั่นก็คือ พระคำ(คำเผยพระวจนะหรือพระสัญญา)ที่เคยได้รับ พระคำนี่แหละที่เป็นเหมือนดั่งเสาเพลิงที่นำพาในยามมืดมิด หากพวกเราปรารถนาที่จะก้าวหน้าต่อไปในวาระที่ไม่ค่อยเห็นการสำแดง สิ่งที่พวกเราควรใคร่ครวญและจดจ่อก็คือ คำเผยพระวจนะหรือพระสัญญาที่เคยได้รับ เมื่อพวกเราจดจ่อที่พระสัญญาของพระองค์ โอ ความหวังก็เกิดขึ้นในหัวใจของเรา โอ แม้ในยามมืดมิด พวกเราก็ยังคงเห็นพระสัญญาของพระองค์ และเชื่อว่าพระองค์จะทรงกระทำให้พระสัญญาสำเร็จ

แนวทางการมองเห็นเสาเพลิง
          หากเพื่อนๆรู้สึกว่า ตนเองอยู่ในวาระที่ดวงอาทิตย์ไม่ฉายส่องหรือไม่ค่อยเห็นการสำแดง วาระนี้แหละที่เพื่อนๆควรจดจ่ออยู่ที่เสาเพลิง ด้วยการสรรเสริญพระเจ้าและป่าวประกาศพระสัญญาของพระองค์ ในวาระนี้ เป็นวาระที่การสรรเสริญพระเจ้าควรไหลล้นจากปากของพวกเรา ในวาระนี้ เป็นวาระที่พวกเราควรนำพระสัญญาหรือคำเผยพระวจนะมาใคร่ครวญและทบทวน พร้อมกับป่าวประกาศอยู่เสมอว่า คำเผยพระวจนะหรือพระสัญญาที่พวกเราได้รับจะประสบความสำเร็จ อาเมน

            ในวาระที่มืดมิดนี่ สิ่งที่พวกเราควรจดจ่อ ไม่ใช่ความมืดหรือเส้นทางที่ยังมองไม่เห็น แต่สิ่งที่พวกเราควรจดจ่อก็คือ เสาเพลิง นั่นก็คือ พระคำ คำเผยพระวจนะ และพระสัญญาที่พวกเราได้รับ เมื่อพวกเราจดจ่อที่เสาเพลิง ดูสิ ความสว่างก็มากขึ้นเรื่อยๆ ความหวังก็เพิ่มทวี กำลังที่ก้าวเดินก็มากขึ้น

พระคุณจงมีแด่เพื่อนๆ
Philip Kavilar


แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
หนังสือ All-Inclusive Christ เขียนโดย Witness Lee


13 กุมภาพันธ์ 2561

โปรโมชั่นพิเศษ ! ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์

โปรโมชั่นพิเศษ ! ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์


ส่งเสริมความรักในครอบครัว ส่งเป็นของขวัญสำหรับทุกครอบครัวในช่วงตรุษจีนและวาเลนไทน์

E-book #LoveMatch เลือกคนที่เหมาะเพราะเป็นคู่ที่ใช่

E book ที่เหมาะสำหรับคนที่มีความรัก หรือต้องการข้อคิดสำหรับการเลือกคู่ครองในอนาคต

E bookที่เหมาะสำหรับคนที่จะสร้างครอบครัวด้วยความรัก ความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่าง
โปรโมชั่นพิเศษ ! ราคา 390 บาท ลดเหลือเพียง 200 บาท

หากซื้อ 2 เล่ม (บ้านในฝัน+Love Match) จาก 780 บาท ลดเหลือเพียง 300 บาท
ราคาพิเศษนี้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เท่านั้น พลาดไม่ได้!

วิธีการสั่งซื้อ
1. inbox เข้ามาในเพจเล่าเรื่องครอบครัว
https://www.facebook.com/Naphtali5777/
2. สั่งซื้อผ่าน Line@ : @family777 หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40wpi1491h

08 กุมภาพันธ์ 2561

ข้อควรปฏิบัติ 5 ประการ เมื่อคุณได้รับคำเผยพระวจนะ

ข้อควรปฏิบัติ 5 ประการ เมื่อคุณได้รับคำเผยพระวจนะ

เขียนโดย Jonathan Welton (โจนาธาน เวลตัน) แปลโดย Philip Kavilar 

1. จดบันทึกคำเผยพระวจนะที่ได้รับ
(ฮาบากุก 2:2 )แล้ว​พระ​ยาห์​เวห์​ตรัส​ตอบ​ข้าพเจ้า​ว่า “จง​เขียน​นิมิต​นั้น​ลง​ไป จง​เขียน​ไว้​บน​แผ่น​ป้าย​ให้​ชัดเจน เพื่อ​ให้​คน​ที่​วิ่ง​อ่าน​ได้​คล่อง

2. พิสูจน์คำเผยพระวจนะอย่างเที่ยงตรง
(1 เธสะโลนิกา 5:20-21) อย่า​ดู​หมิ่น​ถ้อย​คำ​ของ​ผู้​เผย​พระ​วจนะ จง​พิ​สูจน์​ทุก​สิ่ง สิ่ง​ที่​ดี​นั้น​จง​ยึด​ถือ​ไว้​ให้​มั่น

3. ขบคิดและใคร่ครวญคำเผยพระวจนะ
(1 ทิโมธี 4:14-15) อย่า​ละ​เลย​ของ​ประ​ทาน​ที่​มี​อยู่​ใน​ตัว​ท่าน ซึ่ง​ประ​ทาน​แก่​ท่าน​ตาม​คำ​เผย​พระ​วจนะ เมื่อ​คณะ​ผู้​ปก​ครอง​วาง​มือ​บน​ตัว​ท่าน จง​ปฏิ​บัติ​หน้า​ที่​เหล่า​นี้​และ​ทุ่ม​เท​ตัว​เอง​ให้​กับ​หน้าที่​ดัง​กล่าว เพื่อ​ให้​ทุก​คน​เห็น​ความ​ก้าว​หน้า​ของ​ท่าน

4. สู้รบและอธิษฐานให้คำเผยพระวจนะสำเร็จ
(1 ทิโมธี 1:18) ทิ​โม​ธี​ลูก​รัก คำ​กำ​ชับ​นี้ ข้าพ​เจ้า​มอบไว้​กับ​ท่าน​ตาม​คำ​เผย​พระ​วจนะ​ซึ่ง​เล็ง​ถึง​ท่าน เพื่อ​ว่า​ข้อ​ความ​เหล่า​นี้​จะ​ช่วย​ให้​ท่าน​สู้​รบ​ได้ดี

5. เชื่อมั่นในคำเผยพระวจนะ และปฏิบัติตามเท่าที่จะทำได้
(2 พงศาวดาร 20:20) เขา​ทั้ง​หลาย​ลุก​ขึ้น​แต่​เช้า​และ​ออก​ไป​ยัง​ถิ่น​ทุร​กัน​ดาร​เท​โค​อา และ​เมื่อ​เขา​ออก​ไป เย​โฮ​ชา​ฟัท​ทรง​ยืน​และ​ตรัส​ว่า “ยู​ดาห์​และ​ชาว​เย​รู​ซา​เล็ม​เอ๋ย จง​ฟัง​ข้าพ​เจ้า จง​วาง​ใจ​ใน​พระ​ยาห์​เวห์​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย แล้ว​ท่าน​จะ​ได้​รับ​ความ​มั่น​คง จง​เชื่อ​บรร​ดา​ผู้​เผย​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์ แล้ว​ท่าน​จะ​ได้​รับ​ความ​สำ​เร็จ”


ผม[เวลตัน] ได้เขียนเรื่องนี้ เพื่อตอบคำถามของลูกสาวของผม ผมหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อพวกคุณด้วยเช่นกัน คุณสามารถแบ่งปันเรื่องนี้ต่อไปได้นะครับ