29 พฤศจิกายน 2555

เรียกพระบิดา ว่า “พ่อจ๋า”

บทเพลง:ทรงพระเจริญ ที่ร้องจากปากและท่วงทำนองที่ทุ้มในหัวใจคนไทยว่า "...เป็นเจ้าฟ้าที่ยืนข้างล่าง แบกไพร่ฟ้าเอาไว้บนไหล่ อยากรู้พระองค์เคยคิดเหนื่อยบ้างไหม ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน ...พระเจ้าอยู่หัวของชาวไทย จากใจพสกนิกรของพระองค์"
สะท้อนให้เห็นถึงความวิริยอุตสาหะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ หรือ พ่อหลวงของปวงชนชาวไทยที่พระองค์ทรงกระทำต่อพสกนิกรของพระองค์ นั้นเป็นภาระที่พระองค์ได้แบกไว้เพื่อทำให้ภาระหนักเราทั้งหลายได้รับบรรเทาและผ่อนคลาย
พระองค์ทรงกระทำอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่เริ่มครองราชย์จนถึงปัจจุบัน กว่า 66 ปี  ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะพระองค์ทรงมองเห็นถึงปัญหาของเราทุกคน เป็นดั่งภาระของพระองค์ที่ต้องแบกไว้ นี่คือความห่วงใยในสายตาของพ่อที่มีต่อลูก
ความรักของในหลวงที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยและพระองค์ทรงสำแดงออกเป็นการกระทำ ทำให้คนไทยได้เข้าใจและสัมผัสได้เป็นรูปธรรม แม้ว่าพระองค์จะอยู่ในสถานะที่สูงส่ง แต่พระองค์ทรงดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างในปรัชญาอยู่อย่างพอเพียงที่พระองค์ทรงสอนจากชีวิต มีความเรียบง่าย เข้าถึงและเข้าใจนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

ในความคิดของผม จะมีสักกี่ประเทศที่กษัตริย์ของพวกเขามีความใกล้ชิดประชาชน เทียบเท่ากับกษัตริย์ของไทย พระองค์ทรงเป็นพ่อของคนไทยทุกคน ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเราทุกคนสมควรที่จะมีสิทธิในการเป็นลูก แต่เพราะพระองค์ถ่อมพระทัยให้สิทธินี้แก่คนไทยทุกคน ผมคิดว่าสถานภาพระหว่างพระมหากษัตริย์กับพสกนิกร มีความสัมพันธ์เป็นแบบพ่อกับลูกนี้ เราในฐานะคนไทยควรจะรู้สึกมีความภาคภูมิใจในสิทธิพิเศษนี้

ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาในวันที่ 5 ธ.ค.เป็นวันพ่อแห่งชาติ พระองค์ทรงเป็น “พ่อ” ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา   
ผมขออัญเชิญพระราชดำรัสของพระองค์ ความว่า...
“...บ้านเมืองของเราเป็นปึกแผ่นร่มเย็นปกติสุขมาช้านาน เพราะเรามีความยึดมั่นในชาติและต่างร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันทำหน้าที่โดยนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุด ท่านทั้งหลายในสมาคมนี้ ตลอดจนคนไทยทุกหมู่เหล่า จึงควรทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนไว้ให้กระจ่างและนำไปปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ด้วยความไม่ประมาท และด้วยความมีสติ…”
(พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2553 ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง) 

เราในฐานะคนไทยควรจะที่จะดำเนินชีวิตตามรอยของพ่อหลวง และทำสิ่งที่ดีเพื่อเทิดพระเกียรติของพระองค์ท่านและขอพระองค์ทรงพระเจริญ

สำหรับเราในฐานะคริสเตียน เราต้องขอบคุณพระเจ้าพระบิดา พระองค์ทรงรักเราทั้งหลายดุจแก้วตาดวงใจ พระองค์ทรงให้สิทธิพิเศษให้กับเราทุกคนเป็นดังบุตรของพระองค์ เมื่อเราตัดสินใจเชื่อวางใจในพระองค์    
ในหนังสือพระกิตติคุณซึ่งเขียนโดยยอห์นอัครสาวก ได้กล่าวไว้ใน
ยน. 1:12 แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า
เราทั้งหลายสามารถเป็นบุตรพระเจ้า หรือ มีสถานะ เป็นบุตรพระเจ้าได้ ผ่านการเกิดใหม่ รับบัพติศมาเข้าส่วนในความสัมพันธ์สนิทกับพระองค์ด้านจิตวิญญาณ

ยน.3:5-6
5พระเยซูตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดจากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในอาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้
6 ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็คือจิตวิญญาณ
แต่หลายครั้งคริสเตียนกลับไม่เข้าใจในความสัมพันธ์แบบนี้ บางครั้งเราก็ทำตัวเหมือนเป็นลูกพร้าในฝ่ายวิญญาณ พยายามต่อสู้และทำอะไรด้วยตนเองแต่ไม่ยอมเข้ามาพึ่งพาการช่วยเหลือจากพระบิดา หรือบางครั้งทำตัวเป็นลูกทาสที่ต้องทำงานเพื่อได้รับค่าจ้างแรงงาน
เป็น "ลูกจ้างชั่วคราว" แต่ที่แท้เราทั้งหลายเป็น "ลูกพระเจ้าชั่วนิรันดร์"
เราต้องทำความเข้าใจว่าเราไม่ได้เป็นทาสแล้วเพราะพระเยซูคริสต์ในฐานะพระบุตรของพระบิดา ได้มาตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปให้กับเราและมอบสิทธิในการเป็นลูกเช่นเดียวกับพระบุตรให้กับเราแล้ว อัครทูตเปาโลได้อธิบายไว้ในพระธรรม
รม.8:15 เหตุว่าท่านไม่ได้รับนิสัยอย่างทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรซึ่งให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา” คือพระบิดา

กท.4:6 และเพราะท่านเป็นบุตรแล้ว พระเจ้าจึงทรงใช้พระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระองค์เข้ามาในใจของท่าน ร้องว่า “อับบา” คือพระบิดา

คำที่น่าสนใจคือ คำเรียกต่อพระเจ้า พระบิดา ว่า "อับบา" คำนี้เป็นคำที่พระเยซูคริสต์ทรงใช้เรียกพระบิดา ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า   มก.14:36 พระองค์ทูลว่า “อับบา พระบิดาเจ้าข้า พระองค์ทรงสามารถกระทำสิ่งทั้งปวงได้ ขอเอาถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่ว่าอย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์”


ในภาษาฮีบรูหรือในภาษาอาราเมคใช้คำว่า "อับบา"(  אַבָּא -abba) ซึ่งเป็นคนละความหมายกับคำว่า "daddy"หรือ "father" แต่มีความแตกต่างกัน นั่นคือ
ในภาษากรีก คำว่า "ฟาเทอร์" (πατηρ) หมายถึง "Father" แปลว่า "พ่อ"  
 คำว่า  "πατηρ" ( Father) ใช้สำหรับลูกเรียกพ่อผู้ให้กำเนิด (Daddy)
แต่คำว่า "อับบา"(אַבָּא )ใช้สำหรับเรียกพ่อที่อยู่ในสวรรค์ ซึ่งถ้าหากว่าเรายังไม่ได้เกิดจากพระเจ้า ก็ไม่สามารถเรียกพระองค์ว่า "พ่อ" (abba) ได้

คำนี้เองเป็นเหตุให้พวกฟาริสีได้ต่อต้านพระเยซู เพราะพระองค์ใช้คำว่า (abba) ในการเรียกพระเจ้าซึ่งเท่ากับเป็นการตีตนเทียบเท่ากับพระเจ้า
ยน.10:30-35
30 เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
31 พวกยิวจึงหยิบก้อนหินขึ้นมาอีกจะขว้างพระองค์ให้ตาย
32 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า "เราได้สำแดงให้ท่านเห็นการดีหลายประการ ของพระบิดาของเรา ท่านทั้งหลายหยิบก้อนหินจะขว้างเราให้ตาย เพราะการกระทำข้อใดเล่า"
33 พวกยิวทูลตอบพระองค์ว่า "เราจะขว้างท่านมิใช่เพราะการกระทำดี แต่เพราะการพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์แต่ตั้งตัวเป็นพระเจ้า"
34 พระเยซูตรัสว่า "ในพระธรรมของท่านมีคำเขียนไว้มิใช่หรือว่า "เราได้กล่าวว่าท่านทั้งหลายเป็นพระ(เจ้า)
35 ถ้าพระธรรมนั้นเรียกผู้ที่รับพระวจนะของพระเจ้าว่า เขาเป็นพระ(เจ้า) (และจะฝ่าฝืนพระคัมภีร์ไม่ได้)

การที่พระเยซูคริสต์เรียกพระเจ้าว่า "อับบา"ด้วยความสนิทสนมเหมือนกับเด็กเรียกพ่อของตนว่า "พ่อจ๋า"  เป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า คนๆ นั้น เกิดจากพระเจ้า ซึ่งฟาริสีรับไม่ได้  หากมนุษย์เรียกพ่อของตัวเองว่า "พ่อจ๋า" ไม่แปลกอะไร แต่ใครจะเรียกพระเจ้าว่า "อับบา" หรือ "พ่อจ๋า" มันรับไม่ได้จริง นั่นเป็นการยกตนเทียบเท่าพระเจ้า จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่พวกฟาริสีคิดที่จะปองร้ายหมายเอาชีวิตของพระเยซูคริสต์เพราะพระองค์ดูหมิ่นพระเจ้าที่สูงส่งของพวกเขา  
ดังนั้น คำว่า "พ่อจ๋า" หรือ "อับบา" นี้เป็นคำที่ผู้ที่มีวิญญาณศาสนาแบบฟาริสีจะไม่เข้าใจในความสัมพันธ์นี้
เมื่อเรามีมุมมองพระเจ้าแบบศาสนาจะทำให้ความสัมพันธ์เราห่างไกลจากพระองค์ ทั้งที่พระองค์ปรารถนาที่จะเข้ามาพูดคุยกับลูกของพระองค์ บางครั้งเราเป็นคริสเตียนก็เข้ามาอธิษฐานแบบพร่ำบ่นเพื่อขอสิ่งต่างๆ เป็นการบนบานศาลกล่าว อยากได้สิ่งโน้น สิ่งนี้  ตามใจของเราแต่ไม่เข้าใจหัวอกความเป็นพ่อที่รอลูกเข้ามาใกล้ชิดกับพระองค์ พระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลกในฐานะพระบุตรจึงได้สอนเราทั้งหลายให้เข้าใจการอธิษฐาน ดังเช่นในพระธรรม

มธ.6:7-10
7 "แต่เมื่อท่านอธิษฐานอย่าพูดพล่อยๆซ้ำซาก เหมือนคนต่างชาติกระทำเพราะเขาคิดว่าพูดมากหลายคำ พระจึงจะทรงโปรดฟัง
8 อย่าทำเหมือนเขาเลย เพราะว่าสิ่งไรซึ่งท่านต้องการ พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว
9 "ท่านทั้งหลาย จงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ
10 ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก 

 ในพระธรรมยอห์นบทที่17:1-26 พระเยซูคริสต์ได้เป็นแบบอย่างในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมและพระองค์อธิษฐานให้เราทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระบิดา
พระองค์ใช้คำว่า "อับบา" ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์แบบพ่อลูกตามสายเลือด เป็นการพูดคุยในสถานะที่เป็นลูกคุยกับพ่อ ไม่ใช่ มนุษย์อธิษฐานต่อพระเจ้า

ดังนั้นเราควรจะเข้ามาหาพระองค์เหมือนเด็กเล็กๆที่เข้ามาแสวงหาพระองค์ เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นเช่นเด็กเล็กๆ
มธ.19:14 ฝ่ายพระเยซูตรัสว่า "จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าชาวแผ่นดินสวรรค์เป็นของคนเช่นเด็กเหล่านั้น"
พระเจ้า พระบิดา พระองค์เป็นพ่อที่เราทุกคนสามารถเข้ามาหาพระองค์ได้อย่างง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตอง เราสามารถมาแสวงหาพระองค์ได้อย่างเด็กเล็กที่่เข้าม่นั่งใกล้ชิดและเรียกพ่อของตนว่า "พ่อจ๊ะ พ่อจ๋า"
ในวันนี้อย่าให้มีสิ่งใดเป็นอุปสรรคขัดขวางในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระบิดา พระองค์ได้มอบสิทธิการเป็นบุตรให้กับเรา เราทุกคนเป็นลูกของพระองค์ ไม่ใช่เพราะความดีของเราที่เราสมควรจะได้รับ แต่เพราะความดีงามของพระองค์ที่เปี่ยมด้วยพระคุณที่ประทานให้กับเรา
หากในอดีตเราอาจจะเคยมีปัญหาความสัมพันธ์กับคุณพ่อ คุณพ่อในโลกนี้อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สมบูรณ์ แม้คุณพ่อที่เป็นคนบาปยังให้สิ่งดีกับลูกของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดพระบิดาในสวรรค์จะต้องให้สิ่งที่ดีกับเราเสมอ
มธ.7:9 -11
9 ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร เมื่อเขาขอขนมปัง 10 หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา
11 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์

ขอบคุณพระเจ้า พระบิดา ที่เป็นพ่อที่ใจดี ขอเพียงเราเข้ามาแสวงหาพระองค์อย่างลูกที่เข้ามาหาพ่ออย่างไม่กลัว แม้เราจะเป็นคนบาปหรือทำผิด แต่พ่อไม่เคยโกรธและพร้อมจะให้อภัยเสมอ อย่าได้กลัวแต่จงเปลี่ยนความกล้ว เป็นความกล้า เข้าหาพระบิดาและเรียกพระบิดาว่า "พ่อจ๋า" พระองค์พร้อมจะขานรับตอบเสมอ

23 พฤศจิกายน 2555

บันทึกการเดินทางอิสราเอล(8)


Yad Vashem
อนุสรณ์สถาน Holocaust Memorial
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ครั้งนี้เป็นการบันทึกการเดินทางอิสราเอล ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายแล้ว
ซึ่งผมแบ่งปันจากสมุดบันทึกการเดินทางของผม ที่จดไว้ในการเดินทางไปที่นั่นในช่วงวันที่ 28 ส.ค.- 5 ก.ย.12
บทความตอนนี้กล่าวถึงเหตุการณ์วันที่ 5ก.ย.12 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เราอยู่ประเทศอิสราเอลก่อนจะเดินทางกลับเมืองไทย 
ก่อนนอนเมื่อคืนที่ผ่านมา ผมรู้สึกใจหายเหมือนกัน ที่ต้องเดินทางกลับเมืองไทย ทั้งที่ผมเองก็ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศหลายครั้งเหมือนกัน แต่ไม่เคยเป็นแบบนี้ เพราะเมื่อจะได้เดินทางกลับเมืองไทยจะรู้สึกว่าดีใจ เพราะไม่มีที่ใดอุ่นใจเหมือนบ้านเรา แต่ครั้งนี้รู้สึกอาลัยและไม่อยากจะกลับ แต่ก็จำต้องกลับเพราะต้องมีภารกิจที่จะต้องกลับมาทำงานสะสางงานที่ค้างไว้ แบบนี้ใช่ไหม ที่เรียกว่า "ความผูกพันในจิตวิญญาณ" ในดินแดนพันธสัญญาของพระบิดา พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ
ในเช้าวันที่ 5 ก.ย.12 คณะของเราเก็บข้าวของและ Check out ออกจากโรงแรม แม้แต่บริกรชาวยิวที่โรงแรมยังเดินมาส่งและกล่าวคำว่า "Goodbye,my friend from Thailand"
ผมโบกมือลาจากบนรถบัส ในใจของผมบอกกับพวกเขาว่า "ผมจะกลับมาอย่างแน่นอน"

บ่อน้ำของนางมารีย์
(Mary’s well)

ภารกิจในนี้ เราเดินทางไปสถานที่แรกคือบ่อน้ำของนางมารีย์ (Mary’s well)เป็นสถานที่นางมารีย์ ผู้เป็นมารดาของพระเยซูได้พบกับนางอลีซาเบธมารดาของยอห์น บัพติศโต ผู้หญิง 2 ท่านนี้เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปรานใช้ครรภ์ของเธอเป็นที่ประสูติสำหรับผู้รับใช้ของพระเจ้า
สถานนี้มีความหมายในฝ่ายวิญญาณเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวที่ต้องการได้บุตร เดินทางมาอธิษฐาน ณ สถานที่นี้ ที่นี่มีน้ำพุไหลออกมาตลอดทั้งปี น้ำพุเป็นสัญลักษณ์เล็งถึง "น้ำธำรงชีวิต" พระเยซูคือน้ำพุแห่งชีวิตที่ผู้แสวงหาจะไม่หิวกระหายอีกเลย เราใช้เวลาอธิษฐานร่วมกันและเราเดินทางต่อไปสถานที่ อนุสรณ์สถานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว 6 ล้านคน (Yad Vashem-ยาด วาเชม) จุดประสงค์ในการไปเพื่อเราจะสามารถเข้าใจการต่อสู้ของชาวยิวตลอดประวัติศาสตร์ของชนชาติของพระเจ้า และเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว หรือที่เรียกว่า "Holocaust(โฮโลคอสต์)"

หอเก็บประวัติผู้เสียชีวิตใน Holocaust
Holocaust(โฮโลคอสต์)มาจากภาษากรีก (ὁλόκαυστος) ให้ความหมายถึงการเผาอย่างสิ้นเชิง (whole burnt),ในภาษาฮีบรูคือคำว่า Shoah  השואהหมายถึง การทำลายล้าง(Destruction) 
Yad Vashem (ยาด วาเชม) คือองค์กรที่่รวบรวมรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ Holocaustก่อตั้งเมื่อปี 1953

Holocaust เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

ทหารเยอรมันฆ่าคนยิวและฝังในหลุมที่คนยิวขุดหลุมเอง
โดยประชากรชาวยิวที่อาศัยอยู่ในยุโรปประมาณ 6 ล้านคน ได้เสียชีวิตหรือสูญหายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งหมดนี้เป็นแผนการทำลายล้างของพรรคนาซีในประเทศเยอรมันนี นำโดย "อดอล์ฟ ฮิตเลอร์" โดยใช้ชื่อรหัสของปฏิบัติการครั้งนี้ว่า "การแก้ปัญหาชาวยิวครั้งสุดท้าย"(Final Solution)
ในปีค.ศ.1933 ฮิตเลอร์ได้โยนความผิดและปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในเยอรมันในเวลานั้นว่าเป็นความผิดของชาวยิว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ เหตุการณ์ไฟไหม้ การที่เยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่1อีกสาเหตุหนึ่งที่พวกเขาใส่ไฟชาวยิว คือ พวกชาวยิวเป็นคนที่จับพระเยซูคริสต์ตรึงกางเขน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พวกยิวจึงกลายเป็นตัวอันตราย ในสายตาของชาวยุโรป จำเป็นกำจัดให้สิ้นซาก
ในความจริงแล้วชาวยิวไม่ได้เป็นคนที่จับพระเยซูตรึงกางเขน แต่เป็นพวกโรมันต่างหาก แม้แต่พระเยซูคริสต์ยังอธิษฐานต่อพระบิดาขอให้พระองค์ให้อภัยกับพวกเขา เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป (ลก.23:34) 

หอรำลึกที่สร้างจำลองเป็นโรงปล่อยแก๊สสังหารชาวยิว
ในมุมมองคนยิว พระเยซูคือตัวการ ที่ทำให้พวกเขาเดือดร้อน จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมคริสเตียนและชาวยิว จึงไม่ถูกกัน
คณะเราได้เดินเข้าไปชมสถานที่นี้ ซึ่งห้ามมิให้ถ่ายภาพภายในอาคาร Yad Vashem ซึ่งจำลองสถานที่ค่ายกักกันชาวยิว ที่เรียกว่า "เกทโต-Ghetto" พวกเขาจับกุมชาวยิวมาเป็นนักโทษบังคับใช้แรงงานเยี่ยงทาสและปล่อยให้ตายโดยการอดอาหาร เผชิญความหนาวเย็น และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นอกจากนี้ชาวยิวบางส่วนที่ไม่สามารถทำงานได้ก็จะถูกนำไปทรมานและฆ่าทิ้ง โดยวิธีการฆ่าที่เลือดเย็นที่สุดคือ การจับคนยิวและลวงว่าจะให้ไปอาบน้ำ พวกยิวรู้สึกสดชื่นที่ได้อาบน้ำ แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา พวกเขาก็ปล่อยแก๊สพิษสังหารชาวยิวแบบโหดร้าย

คงไม่ต้องบรรยายเลยว่า คณะของเราเดินชมสถานที่ใน Yad Vashem ใบหน้าของพวกเราจะเป็นเช่นไร มันเป็นอะไรที่พูดไม่ออกและบอกไม่ถูก

ผมสัญญาในใจเลยว่า "สถานที่นี้จะเป็นสถานที่เดียวในประเทศอิสราเอล ที่จะไม่กลับมาชมอีก เพราะมันสะเทือนใจมาก"

คนยิวต้องมาตายกว่า 6 ล้านคน รวมถึงเด็กเล็กๆที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พวกเขาต้องมาตายเพราะข้อหา คือ พ่อแม่เป็นชาวยิว

สิ่งที่น่าเศร้าใจมากคือ ผู้นำประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ(UN) หรือผู้นำทางศาสนาต่างๆ กลับไม่ออกมาแสดงตัวปกป้องหรือยืนเคียงข้างคนยิวเลย ทั้งที่คนยิวเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับมวลมนุษยชาติมากมาย นักวิทยาศาสตร์เชื้อสายยิวพวกเขาคิดค้นสิ่งประดิษฐ์มาก พวกเขาได้รับรางวัลโนเบลมากที่สุด รวมถึงรางวัลโนเบลสันติภาพ แต่พวกเขากลับไม่ได้สิ่งที่เขาต้องการคือ "สันติภาพ-Shalom"

หากผู้นำประเทศต่างๆหรือผู้นำทางศาสนาต่างๆ ออกมาพูดอะไรบางอย่าง คนยิวอาจจะไม่ต้องตายมากมายถึงเพียงนี้

คำถามคือ พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ พระองค์หายไปไหนในช่วงนั้น?
คำตอบคือ พระองค์ทรงอยู่กับพวกเขาเสมอในทุกสถานการณ์ไม่ว่าร้ายหรือดี  

ถ้อยคำเผยพระวจนะของพระเจ้าผ่านทางเอเสเคียลได้กล่าวไว้ว่า
อสค.37:13-14 13 โอ ประชากรของเราเอ๋ย เจ้าจะทราบว่า เราคือพระเจ้า ในเมื่อเราเปิดหลุมศพของเจ้า และยกเจ้าออกมาจากหลุมศพของเจ้า
14 และเราจะบรรจุวิญญาณของเราไว้ในเจ้า และเจ้าจะมีชีวิต และเราจะวางเจ้าไว้ในแผ่นดินของเจ้า แล้วเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเจ้าได้ลั่นวาจาแล้ว และเราได้กระทำ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ"
ถ้อยคำนี้เป็นจริง เพราะเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบ ฝ่ายอักษะคือเยอรมัน เป็นฝ่ายแพ้สงคราม ผู้นำประเทศในสมัยนั้นที่เป็นอาชญากรสงครามพวกเขาได้รับกรรมที่เขาก่อไว้โดยการถูกสั่งประหาร เชลยสงครามชาวยิวได้รับการปล่อยตัวให้กลับบ้าน แต่พวกเขาไม่สามารถกลับบ้านของเขาในยุโรปได้แล้ว เพราะบ้านของเขาถูกยึดไป และเพื่อนบ้านก็ไม่ต้อนรับแล้ว ที่เดียวที่เขาจะกลับได้คือ บ้านที่แท้จริงของเขา คือ "ดินแดนแห่งพระสัญญา" ที่พวกชาวยิวได้กระจัดกระจายไปที่ต่างๆทั่วโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ.70 

ในปี 1947 ชาวยิวที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ Holocaust ได้เดินทางกลับบ้านโดยทางเรือ โดยเรือนั้นมีชื่อว่า "อพยพ(Exodus)" พวกเขาอพยพออกจากบาบิโลนกลับบ้านในดินแดนแห่งพระสัญญา"

และในปี ค.ศ. 1948 รัฐอิสราเอลได้รับการสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการ    
บทเพลงแห่งความหวัง ฮาทิกวาห์ "Hatikvah"( הַתִּקְוָה‎)ดังก้องออกมาจากปากของพวกเขา เมื่อยืนตรงเคารพธงชาติ
ความหวังของพวกเขาคือ พระยาเวห์ พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ แม้จะมีคนพยายามฆ่าเพื่อล้างเผ่าพันธุ์ของพวกเขาในฝ่ายกายภาพ แต่ไม่สามารถฆ่าวิญญาณจิตของพวกเขาที่จงรักภักดีและรักพระยาเวห์ด้วยสุดใจได้

ไม่ว่าจะเผชิญสถานการณ์ใดพวกเขารู้ว่า พระยาเวห์ของพวกเขามีคำตอบที่ดีให้เขาเสมอเมื่อพวกเขาอธิษฐานวิงวอน จงนิ่งเสีย โอ คนอิสราเอลจงฟัง เชมา ยิสราเอล Shema Yisrael! ฉธบ.6:4-6
4 "โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิดพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นพระเจ้าเดียว
5 พวกท่านจงรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดกำลังของท่าน
6 และจงให้ถ้อยคำที่ข้าพเจ้าบัญชาพวกท่านในวันนี้อยู่ในใจของท่าน

ทุกวันนี้ยังประเทศต่างๆจ้องที่จะทำลายล้างและลบประเทศอิสราเอล ออกจากแผนที่โลก พวกเขายังคงจะต้องปกป้องดินแดนแห่งนี้ ซึ่งเป็นดินแดนแห่งพระสัญญา
รวมถึงเหตุการณ์ Holocaust มีหลายประเทศที่ปฎิเสธว่าเหตุการณ์เหล่านี้มันไม่มีจริง หรือไม่ก็ปฎิเสธว่า จำนวนคนที่ตายจากเหตุการณ์นี้มันไม่เยอะมากมายเป็นล้านคน  และทุกวันนี้ องค์กร Yad Vashem (ยาด วาเชม)ยังคงทำงานหนักต่อไปเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ Holocaustก่อตั้งเมื่อปี 1953 กว่า 60 ปีที่ผ่านไป ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น เริ่มล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นคำพยานที่สำคัญที่จะต้องรวบรวมไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้โลกได้ระลึกถึงสิ่งที่เป็นความปรารถนา คือ "สันติภาพ" เพราะสงครามมีแต่ความสูญเสีย คนยิวที่ตายไป 6 ล้านคน เวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบัน มีคนยิวในประเทศอิสราเอลอยู่ 6 ล้านคน นี่คือสิ่งที่ทดแทนกลับมาที่ต้องใช้เวลานานกว่า 60 ปี
สดด.122:6 จงอธิษฐานขอสันติภาพให้แก่เยรูซาเล็ม ว่า ขอบรรดาผู้ที่รักเธอจงจำเริญ
ผมขอยืนเคียงข้างอิสราเอลพี่น้องในพันธสัญญา  
นมัสการร่วมกันที่ Emmaus

เมื่อเราออกจาก Yad Vashem อ.Susan ให้เราอธิษฐานเผื่อทำลายวิญญาณความแค้น ความเกลียดชัง อย่าให้สิ่งนี้ยังอยู่ในชีวิตของเรา เพราะพระเยซูคริสต์มาสิ้นพระชนม์ให้กับเราทั้งหลาย ความรักของพระองค์นำมาซึ่งการอภัยอย่างสมบูรณ์

หลังจากนั้นคณะของเราเดินทางต่อไปยังเมืองเอมมาอูส (Emmaus)สถานที่พระเยซูปรากฎตัวกับสาวก 2 คน หลังจากเป็นจากความตายแล้ว พวกเขาจับพระเยซูคริสต์ไม่ได้แล้วพระองค์ได้รับประทานอาหารกับเขา ทำให้เขาระลึกได้และพระองค์ก็จากพวกเขาไป(ลก.24:10-31)

คณะเราได้ร่วมนมัสการและขอบคุณพระเจ้าสำหรับตลอดการเดินทางมาประเทศอิสราเอลผมได้อธิษฐานกับพระเจ้าว่าขอพระองค์เข้ามาสามัคคีธรรมกับผมเสมอ และขอให้ตาของผมไม่ฝ้าฟางเห็นถึงการสำแดงของพระองค์เสมอ และขอให้ไม่หลงลืมพระองค์

หลังจากนั้นคณะของเราทางสู่เมืองเทลอาวีฟ ไปจับจ่ายซื้อของที่ตลาดสด ไปรับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคารจีน China Sea ขอบคุณพระเจ้า ทำให้คิดถึงอาหารไทยเลยทีเดียว ขอบคุณสำหรับอาจารย์ Susan Watson ขอบคุณคุณ Avi ขอบคุณบริษัททัวร์ Sa-El และ Bethel ที่นำเราให้สัมผัสพระทัยพระบิดาที่อิสราเอล

หลังจากรับประทานอาหาร เราเดินทางสู่สนามบินเบนกูเรียล เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย

ผมเชื่อว่า เมื่อเราได้มาที่ประเทศอิสราเอล ชีวิตของเราจะไม่กลับไปเหมือนเดิม และเชื่อว่า เราจะต้องอยากกลับมาอีกครั้ง ผมขอรับประกัน :)
ภาพสุดท้ายที่ประเทศอิสราเอล ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าและวันพรุ่งนี้มันก็ต้องขึ้นมาใหม่
ทำให้เรายังมีความหวังใจในพระยาเวห์เสมอ
"Hatikvah"( הַתִּקְוָה‎)

มาลาคี 1:11 พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า ตั้งแต่ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นถึงที่ดวงอาทิตย์ตก นามของเราก็ใหญ่ยิ่งท่ามกลางประชาชาติทั้งหลาย และเขาถวายเครื่องหอมและของถวายที่บริสุทธิ์แด่นามของเราทุกที่ทุกแห่ง เพราะว่านามของเรานั้นใหญ่ยิ่งท่ามกลางประชาชาติ

(สามารถกลับไปอ่านในครั้งที่ผ่านมาได้ตาม link นี้นะครับ
ครั้งที่ 1,2,3,4,5, 6 และ 7)

17 พฤศจิกายน 2555

บันทึกการเดินทางอิสราเอล(7)

สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน  บทความในครั้งนี้ผมขอแบ่งปันถึงเรื่องบันทึกการเดินทางอิสราเอลซึ่งได้เล่าให้ฟังต่อเนื่องมาเป็นตอนที่ 7 แล้วนะครับ  ครั้งนี้คณะของเราอยู่ในช่วงวันอังคารที่ 4 ก.ย. 2012 ซึ่งเป็นวันรองสุดท้ายก่อนที่คณะของเราก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทย

บรรดาประชาชาติมาอธิษฐานที่กำแพงเยรูซาเล็ม
คณะของเราเดินทางจากโรงแรมที่พัก เดินทางไปที่กำแพงกรุงเยรูซาเล็มเพื่อไปอธิษฐาน กำแพงกรุงเยรูซาเล็มหรือที่เรียกันว่า "กำแพงร้องไห้ (Wailling Wall)"นี้คือส่วนที่หลงเหลือของพระวิหารจากการทำลายโดยทหารโรมัน ในสมัยก่อนนั้นภูเขาพระวิหาร (Temple Mount)ตั้งอยู่ยอดเขาโมริยาห์ ที่อับราฮัมถวายอิสอัค(ปฐก22.2) และเป็นที่ที่กษัตริย์ดาวิดได้ซื้อลานนวดข้าวของอาราวนาห์คนเยบุสเพื่อสร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเจ้า (2ซมอ 24.16-25) ต่อมากษัตริย์โซโลมอนได้สร้างพระวิหารหลังแรกบนยอดเขาโมริยาห์ ต่อมาถูกทำลายโดยบาบิโลนและสร้างขึ้นใหม่สมัยของจักรพรรดิ์เฮโรด แต่ก็ไม่สวยงามและยิ่งใหญ่เท่าสมัยกษัตริย์โซโลมอน จนถูกทำลายโดยทหารโรมันในปีค.ศ 70  ปัจจุบันมีแนวคิดของชาวยิวที่ได้เตรียมการสร้างพระวิหารหลังที่ 3 ขึ้นนับจากเมื่อมีการรวมตัวขึ้นเป็นประเทศอิสราเอล ค.ศ.1948 ผมคิดว่าหากมีการสร้างพระวิหารหลังที่ 3 นั่นเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการนับถอยหลังสู่วาระสุดท้ายของโลก สิ่งที่สำคัญมากกว่าการสร้างพระวิหารหลังที่ 3 คือการสร้างพระวิหารที่ประทับของพระวิญญาณฯ เราทุกคนเป็นดังศิลาที่กำลังถูกสร้าง เพื่อรอคอยการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์
ถ่ายภาพกับรูปปั้นกษัตริย์ดาวิด

คณะของเราได้มาอธิษฐานร่วมกันที่กำแพง เราได้เห็นบรรดาประชาชาติต่างๆ มาอธิษฐานที่นี่กันอย่างเนืองแน่น เพื่อขอสันติภาพจงมีแต่ที่กรุงเยรูซาเล็ม
หลังจากที่แต่ละท่านแยกย้ายกันไปอธิษฐานแสวงหาพระเจ้าส่วนตัวแล้ว
เราก็กลับมารวมตัวกันเพื่อจะเดินทางไปที่นำท่านเดินทางที่ภูเขาซีโยน(Zion) สุสานของกษัตริย์ดาวิด (King David”s Tomb) กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ถึงแม้ไม่มีหลักฐานยืนยันที่แน่นอน แต่เป็นการระลึกถึงลักษณะของสุสานของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ทุกเทศกาลเพ็นเทคอสต์หรือ ชาวูโอต(คือ 50 วันหลังจากเทศกาลปัสกา)ชาวยิวจะมาจุดเทียน 150 เล่มเพื่อระลึกถึงกษัติรย์ดาวิดผู้ประพันธ์พระธรรมสดุดี 150 บทที่ชาวยิวใช้ในการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าในทุกวันสะบาโต
Upper room
หลังจากนั้นคณะของเราเดินทางที่ห้องชั้นบน(Upper room)ซึ่งเป็นห้องอาหารมื้อสุดท้าย (Last Supper)สถานที่ที่พระเยซูทรงร่วมรับประทานอาหารกับเหล่าสาวก และเป็นสถานที่ที่เหล่าสาวกจำนวน 120 คน (กจ.2)ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันเพ็นเทคอสต์ ณ ที่นี้คณะของเราได้ใช้เวลาอธิษฐานและฟังเสียงการเคลื่อนไหวของพระวิญยาณฯ สถานที่นี้เต็มไปด้วยบรรยากาศการทรงสถิตจริงๆ

เมื่อเราอธิษฐานกันเสด็จแล้ว เราเดินทางสู่บ้านของปุโรหิตคายาฟาส (มธ.26:57)สถานที่ที่พระเยซูถูกจับมาไต่สวน และพระองค์ถูกขังไว้ให้โดดเดี่ยว ณ ที่นี้ มองโดยบรรยากาศรอบๆแล้ว ช่างน่าเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง พวกเขาได้จับพระเยซูคริสต์หย่อนลงไปในห้องมืดด้านล่าง ที่จริงแล้วห้องนั้นเป็นห้องที่ใช้เพื่อทิ้งขยะ พระเยซูคริสต์ต้องถูกทิ้งโดยไม่มีผู้ใดเห็นคุณค่า ทั้งที่พระองค์ทรงเห็นคุณค่าเราทั้งหลาย พระองค์ยอมมาตายไถ่บาปเพื่อเราทั้งหลาย  บทเพลงสดุดีถูกอ่านโดยอ.นิมิต และเราได้อธิษฐานขอบคุณพระเจ้าสำหรับความรักของพระเยซูคริสต์ที่ยอมรับความผิดบาปแทนเราทั้งหลาย พระองค์ยอมทนทุกข์ อับอายและอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพื่อทำให้เราได้กลับมาคืนดีกับพระเจ้า
สดด.22:1-31
1 พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย เหตุใดพระองค์ทรงเมินเฉยที่จะช่วยข้าพระองค์และต่อถ้อยคำคร่ำครวญของข้าพระองค์
2 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ร้องทูลในเวลากลางวัน แต่พระองค์มิได้ตรัสตอบ ถึงกลางคืนข้าพระองค์ยังร่ำทูลต่อไปไม่หยุด
3 ถึงอย่างไรพระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ พระองค์ประทับเหนือคำสรรเสริญของคนอิสราเอล
4 บรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายวางใจในพระองค์เขาทั้งหลายวางใจ และพระองค์ทรงช่วยกู้เขา
5 เขาร้องทูล พระองค์ก็ทรงช่วยเขาให้รอด เขาวางใจในพระองค์ เขาจึงมิได้รับความอับอาย ...
27 ที่สุดปลายทั้งสิ้นของแผ่นดินโลกจะจดจำ และหันกลับมายังพระเจ้า และตระกูลทั้งสิ้นของบรรดาประชาชาติ จะนมัสการต่อพระพักตร์พระองค์...
31 และประกาศการช่วยกู้ของพระองค์ แก่ชนชาติหนึ่งที่ยังมิได้เกิดมา ว่าพระองค์ได้ทรงกระทำการนั้น
บ้านของปุโรหิตคายาฟาส
เราได้เดินทางต่อไปสถานที่ซึ่งเป็นลานที่อัครสาวกเปโตรปฏิเสธพระเยซูก่อนไก่ขัน 3 ครั้ง ปัจจุบันเป็นโบสถ์ St. Peter in Gallicantu (อัครสาวกเปโตรชาวกาลิลี)
เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจเราทั้งหลายที่เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ แม้แต่ผู้ทีร่เป็นอัครสาวกผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพระเยซูคริสต์ เห็นการอัศจรรย์มากมายผ่านพระหัตถ์ของพระเยซู แต่เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่่ยากลำบาก ทหารโรมันจะมาจับตัวไปขัง แม้แต่ท่านเปโตรยังปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซูเพื่อเอาตัวรอดจากการจับกุม
โบสถ์ St.Peter in Gallicantu
ดังนั้นชีวิตของเราของเช่นเดียวกันอย่าคิดว่าเรามั่นคงดีแล้ว เกรงว่าวันหนึ่งเมื่อมีการทดสอบมาถึงเราจะปฎิเสธพระเยซูคริสต์
1โครินธ์ 10:12 เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง
เราได้พักรับประทานอาหารกลางวันและไปตลาดสดย่านเมืองเก่า Old Jaffa เพื่อซื้อของฝาก 

ตลาดสดย่านเมืองเก่า Old Jaffa
 เราใช้เวลาเดินจับจ่ายซื้อของที่นี่สักพักใหญ่ สินค้าส่วนใหญ่ที่เราซื้อคือของที่ระลึก เพราะที่นี่มีให้เลือกหลากหลายมาก แต่เราต้องเจรจาต่อรองสินค้าดีๆ บางร้านก็ไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะร้านค้าของพี่น้องนอกความเชื่อแบบยิว ดังนั้นต้องเดินทางไปเป็นกลุ่มย่อยๆ อย่าไปคนเดียวเพราะอาจเป็นอันตรายได้

ทุ่งหญ้าคนเลี้ยงแกะ&ทุ่งนาโบอาส

หลังจากนั้นคณะของเราเดินทางสู่เมืองเบธเลเฮ็ม(Bethlehem)สถานที่ประสูติของพระเยซูคริสต์ ดินแดนที่ครอบครองโดยปาเลสไตน์  เราได้เดินทางไปชมทุ่งหญ้าคนเลี้ยงแกะ(Shepherd’s Field ) สถานที่ที่ทูตสวรรค์มาบอกข่าวการประสูติของพระเยซูแก่คนเลี้ยงแกะ(ลก.2) บริเวณนั้นจะมีถ้ำเป็นที่หลบความหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว  ดังนั้นบรรยากาศที่เบธเลเฮ็มจะหนาวเย็นมากในฤดูหนาว จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าพระเยซูคริสต์จะประสูติในช่วงฤดูหนาว
เพราะไม่มีใครจะนำแกะออกมาเลี้ยงในฤดูหนาว 
สำหรับผมเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ไม่ได้ประสูติในช่วงฤดูหนาว ในวันที่25 ธันวาคม เพราะเทศกาลคริสต์มาสนั้นจักรพรรดิ์โรมันได้ตั้งเทศกาลนี้ขึ้นเพื่อให้ชาวโรมันได้ฉลองการประสูติของพระเยซูคริสต์แทนการบูชาเทพเจ้าดวงอาทิตย์ตามความเชื่อของโรมัน เพราะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าพระเยซูคริสต์ประสูติในช่วงใด

(สามารถบทความเรื่อง ความเข้าใจและหลักปฏิบัติในเทศกาลคริสต์มาส ได้เพื่อความเข้าในเรื่องการประสูติที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์)

The Church of Nativity
บริเวณนั้นมีทุ่งนาของโบอาส ดินแดนโมอับ ปัจจุบันคือจอร์แดน เราได้ชมทุ่งนาที่เชื่อว่าสมัยก่อนเคยเป็นทุ่งนาของโบอาส สถานที่นางรูธไปเก็บข้าวตกเพื่อนำมาเลี้ยงคุณแม่สามี จนได้พบรักกับโบอาสและรูธนี่เองแม้เธอเป็นคนชาวโมอับแต่เธอได้เป็นย่าทวดของกษัตริย์ดาวิด  เพราะเหตุที่เธอถ่อมใจเชื่อฟังเธอจึงอยู่ในแผนการไถ่ของพระเจ้า
บริเวณใกล้เคียงจะเป็น The Church of Nativity ซึ่งสร้างครอบสถานที่ประสูติของพระเยซู เป็นสถานที่ที่ถูกเก็บรักษาให้รอดพ้นจากการถูกทำลายจากผู้ครอบครองดินแดนนี้อย่างน่าอัศจรรย์  เราได้เข้าไปชมความสวยงามในการก่อสร้าง ภายในจะมีข้อความเขียนว่า "Gloria in excelsis Deo" เป็นภาษา Latin หมายถึง พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด"Glory to God in the highest")
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับของขวัญที่พระเจ้าประทานให้กับโลกนี้ คือพระเยซูคริสต์
ยอห์น 3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
  
แม้ว่าพระเยซูคริสต์จะไม่ได้ประสูติในช่วงเทศกาลคริสตมาส แต่พระองค์เป็นดั่งของขวัญสำหรับเทศกาลคริสตมาส ที่เราควรจะมอบให้กันและกัน
ในเทศกาสคริสต์มาสถือว่าเป็นโอกาสของการประกาศข่าวประเสริฐ เพราะเป็นเวลาที่คนเปิดใจใน เรื่องของพระเยซูคริสต์ 
สำหรับคริสตชนแล้ว เราไม่ควรจะมาถกเถียงกันในเรื่องวันประสูติของพระเยซูคริสต์ วันที่สำคัญมากกว่าวันเกิด คือ วันที่พระเยซูจะกลับมาต่างหากที่เราควรจะเตรียมชีวิตของเราให้พร้อมเสมอ เพื่อรอรับการเสด็จกลับมาของพระองค์ 
เบธเลเฮ็มเป็นเพียงบ้านเกิดที่เป็นบ้านชั่วคราว  แต่พระเยซูคริสต์จะมาเพื่อรับเราทั้งหลายไปสู่บ้านที่แท้จริงชั่วนิรันดร์บนสวรรค์
เมืองเบธเลเฮ็ม มีสินค้าพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อคือ ผลิตภัณฑ์จากไม้มะกอกเทศ   เราได้ไปอุดหนุนซื้อสินค้าที่ทำโดยฝีมือของพี่น้องชาวยิวผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์(Messianic Jew) พวกเขาน่ารักมาก มีอัธยาศัยดีแม้อยู่ท่ามกลางผู้ที่ไม่ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ต้องเผชิญการข่มเหง พวกเขาพาไปที่ห้องทำงานและสาธิตการทำผลิตภัณฑ์จากไม้มะกอกเทศ  และคณะของเราก็เดินทางกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อรับประทานอาหารค่ำในโรงแรมที่พักที่ Leonardo Inn 
ผลิตภัณฑ์จากไม้มะกอกเทศเมืองเบธเลเฮ็ม
เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจตลอดทั้งวันนี้
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับอีกวันหนึ่งที่ได้อยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญา

บทความครั้งหน้า เป็นการบันทึกการเดินทางอิสราเอลในตอนสุดท้ายแล้วนะครับ คณะของเราจะเดินทางไปอนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์(The Holocaust) สถานที่ที่จะทำให้เราต้องรักและยืนเคียงข้างกับประเทศอิสราเอล โปรดติตามครั้งหน้านะครับ
ชาโลม ขอพระเจ้าอวยพระพร

(สามารถกลับไปอ่านในครั้งที่ผ่านมาได้ตาม link นี้นะครับ ครั้งที่ 1,2,3,4,5 และ 6)

10 พฤศจิกายน 2555

คำอธิษฐานอวยพรประจำเดือนคิสเลฟ(Kislev)

สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน ในวันนี้ขอแบ่งปันบทความในเรื่อง "คำอธิษฐานอวยพรประจำเดือนคิสเลฟ(Kislev - כִּסְלֵו,)"  เดือนนี้เป็นเดือนที่  9 หากนับตามปฏิทินฮีบรูแบบศาสนา (Ecclesiastical year) เป็นเดือนที่ 3ตามปฏิทินฮีบรูแบบราชการ(Civil year)  เดือนนี้จะ มี 29 วัน ระหว่างวันที่ 15 พ.ย. - 13 ธ.ค. 2012 หรือปี 5773 ตามปฏิทินฮีบรู)
 ในเดือนนี้เทศกาลสำคัญคือ "ฮานุกกะห์ (Hanukkah)" เทศกาลแห่งแสงไฟของชาวยิว (festival of lights)ในภาษาโรมันใช้คำว่า "คานุกกะห์(Chanukah)อยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 9 ธ.ค.-16 ธ.ค.เป็นเวลา 8 วัน (สามารถอ่านบทความ Hanukkah(ฮานุกกะห์) เทศกาลแสงสว่างแห่งความหวังใจ ได้)

มีพี่น้องคริสเตียนหลายท่าน สอบถามผมว่า "ทำไมเราต้องมีการฉลองในวันต้นเดือน (Rosh Chodesh) ทำไมต้องมีการถวายผลแรก ทำไมต้องมีการเชื่อถือเรื่องดูดวงจันทร์หรือดวงดาวต่างๆตามแบบปฏิทินฮีบรู?"
 

ผมได้สรุปความเข้าใจเรื่องการฉลองในวันต้นเดือน (Rosh Chodesh)สามารถเข้าไปอ่านได้ใน บทความ เรื่อง "ความเข้าใจเกี่ยวกับผลแรกในวันต้นเดือน (Rosh Chodesh)"

อยากหนุนใจไว้ดังนี้ว่า เราไม่ได้เลียนแบบความเป็นยิว หรือพยายามเป็นคนยิว เพราะเราไม่สามารถเป็นแบบคนยิวได้ เราไม่จำเป็นต้องไปทำตามพิธีของชาวยิว หรือไปเข้าสุหนัตแบบยิว สิ่งที่สำคัญมากกว่า "การเข้าสุหนัต" คือ "การเข้าสนิท"
เราต้องเข้าสนิทในพระเจ้าแบบคนยิว เราเชื่อในพระเจ้าของอิสราเอล เราต้องปรับความคิดของเราเข้าสู่เวลาของพระเจ้า คนที่เข้าใจวาระเวลาของพระเจ้า ก็คือ คนยิว เช่นชนเผ่าอิสสาคาร์(Issachar) พวกเขาเข้าใจวาระเวลาของพระเจ้า 
ดังนั้นเราจึงต้องปรับเวลาของเราเข้าสู่เวลาของพระเจ้า ในปัจจุบันเราอาจจะใช้ปฏิทินสากลคือแบบโรมัน เพื่อรู้เวลาของโลก แต่ในชีวิตในฝ่ายวิญญาณเราต้องปรับเวลาของเราเข้าสู้วาระเวลาของพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงกำหนดวาระเวลาต่างๆ โดยให้เราเห็นได้จากหมายสำคัญต่างๆ เช่นดวงจันทร์ ดวงดาวนั้นมีความหมายพระวจนะบอกว่า ดวงสว่างบนฟ้าเป็นหมายสำคัญ(sign) ที่จะบอกให้รู้ว่าอยู่ในฤดูกาลใดนั่นคือ บอกให้รู้ว่า ถึงวาระ ฤดู ที่จะต้องทำสิ่งใด

ปฐก.1:14 พระเจ้าตรัสว่า “จงมีดวงสว่างบนฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี
Gen. 1:14 God said, “Let there be lights in the expanse of the sky to separate the day from the night, and let them be signs to indicate seasons and days and years,

คนยิวในสมัยก่อน ดูหมายสำคัญ(sign) เรื่องเวลาของพระเจ้า ว่าพระเจ้าเคลื่อนให้ทำอะไร โดยมองขึ้นไปบนท้องฟ้าพวกเขาทำความเข้าใจกับการเคลื่อนของดวงสว่างบนฟ้าแต่อำนาจมืดได้ทำให้คนหลงไป ด้วยการครอบงำ บิดเบื้อนให้กลายเป็นเรื่องโหราศาสตร์cแบบจักรราศี(Horoscope)และเมื่อพูดถึงเรื่องดวงดาว คริสเตียนกลับรีบปฏิเสธ เพราะความกลัวว่าจะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้น แม้แต่ในสมัยที่พระเยซูคริสต์ประสูติ พวกโหราจารย์(wise men)ยังดูการเคลื่อนดวงดาว จนได้มาพบกับพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่พวกเขารอคอย (มธ.2)

ดังนั้นโดยสรุปคือ เราต้องทำการศึกษาเรื่องหมายสำคัญต่างๆเช่น ดวงจันทร์ และดวงดาวแบบ"โหราศาสตร์"  Astrology ไม่ใช่แบบ Horoscope ไม่ใช่เพื่อการดูดวงชะตาแบบหมอดู ริวจิตสัมผัส แต่นี่เป็นดูแล้วคิดพินิจพิเคราะห์ แบบเรียลจิตวิญญาณ (real spirit)
เพราะว่า คำว่า "โหราศาสตร์" ตรงกับภาษากรีกว่า Astrology เป็นคำศัพท์เฉพาะมาจากคำว่า Astro ซึ่งแปลว่า ดวงดาว กับอีกคำหนึ่งว่า Logic ซึ่งแปลว่า ตรรกศาสตร์ เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกันเป็น Astrology แปลว่า ศิลปะที่ว่าด้วยดวงดาวที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์

คำว่า "โหราศาสตร์" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คำจำกัดความไว้ว่า โหร แปลว่า หมอดูฤกษ์ ผู้ชำนาญทางดาราศาสตร์เกี่ยวกับการพยากรณ์ โหราศาสตร์ แปลว่า ตำราว่าด้วยวิชาโหร
ฉะนั้นในความเชื่อของคนทั่วไป คือ มนุษย์เกิดและดำรงอยู่ได้ด้วยกรรมหรือผลแห่งกรรม โหราศาสตร์ คือ เครื่องมือช่วยให้สามารถอ่านกรรมของแต่ละคนได้ เริ่มตั้งแต่อุปนิสัยใจคอ จุดเด่นจุดด้อย วาสนา โชค และเคราะห์ของแต่ละชีวิต
แต่สำหรับคริสเตียนเราไม่มีโชคชะตาราศี ไม่ต้องถือฤกษ์ยาม เราถือฤกษ์สะดวก ตามความเหมาะสมและปรับตัวตามบริบทความเป็นอยู่ของเรา

ยกตัวอย่างเช่น ในคริสตจักรแห่งพระบัญชา(UCC) เราก็มีการจัดอธิษฐานและนมัสการเพื่อฉลองต้นเดือน(Rosh Chodesh)แต่เราปรับตามความเหมาะสมโดยใช้ในวันอาทิตย์แรกของแต่ละเดือนตามปฏิทินโรมัน เพื่อความสะดวกและพี่น้องในคริสตจักรสามารถจดจำได้ และในทุกต้นเดือนเป็นช่วงที่เงินเดือนออก พี่น้องจะนำทรัพย์มาถวายเป็นการถวายผลแรก พร้อมกับสิบลดและการถวายอื่นๆตามความสมัครใจ

อัครทูตเปาโลได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในพระธรรม โคโลสี 2:15-18
15 พระองค์ทรงปลดเทพผู้ครองและศักดิเทพเสีย พระองค์ได้ทรงประจานเขา และชนะเขาโดยกางเขนนั้น
16 เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกิน การดื่ม ในเรื่องเทศกาล วันต้นเดือน(Rosh Chodesh)หรือวันสะบาโต
17 สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของเหตุการณ์ที่จะมีมาในภายหลัง แต่กายนั้นเป็นของพระคริสต์
18 อย่าให้ผู้ใดตัดสิทธิ์ของท่าน ด้วยเขาทำทีถ่อมตัวลง กราบไหว้ทูตสวรรค์ ใฝ่ฝันอยู่ในนิมิต ผยองขึ้นเปล่าๆตามความคิดของเนื้อหนัง


ฉะนั้นในวันนี้เรามีการประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม และไม่ใช่จุดยืนในความเชื่อที่จะต้องมากถกเถียงกัน สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นเงาที่เล็งถึงพระเยซูคริสต์ และเราต้องเข้าใจในเรื่องวาระเวลาและเทศกาลต่างๆเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้ากำหนดให้ไว้เพื่อให้คนของพระเจ้ามานัดพบกับพระองค์(Divine Appointment)

ในการเรียนสัมมนา Issachar Camp ที่ผ่านมา ทำให้เราได้เข้าใจมากขึ้นในเรื่องของประทานแบบผู้ทำนาย หรือ Seer ในพระธรรม 1ซามูเอล 9:9
ในอิสราเอลสมัยเดิม เมื่อคนใดจะไปทูลถามพระเจ้า เขากล่าวว่า "มาเถิด ให้เราไปหาผู้ทำนายกัน" เพราะผู้ที่ในสมัยนี้เราเรียกว่าผู้เผยพระวจนะนั้น ในสมัยเดิมเขาเรียกว่า
ผู้ทำนาย

1 Samuel 9:9 (kjv) Beforetime in Israel,when a man went to enquire of God, thus he spake, Come, and let us go to the seer: for he that is now called a Prophet was beforetime called a Seer.  


แม้ในปัจจุบัน เราอาจจะยังไม่เป็น The Seer เป็นแต่ เดอะ ซีเอ๋อ มองแล้วยังเอ๋อๆ งงอยู่ ยังเห็นไม่ค่อยชัเจน ขอหนุนใจว่า "เห็นมัวๆ ดีกว่ามั่วเห็นๆ" ฝึกฝนต่อไปและพัฒนาของประทานที่เป็นเมล็ดพันธ์ในชีวิตวันหนึ่งมันจะงอกงามเป็นต้นกล้าที่เติบโต พระเจ้าจะประทานสายตาในฝ่ายวิญญาณให้เราได้เห็นและรู้จักพระองค์มากขึ้น
1โครินธ์ 13:11-12
11 เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก คิดอย่างเด็ก ใคร่ครวญหาเหตุผลอย่างเด็ก แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าก็เลิกอาการเด็กเสีย
12 เพราะว่าบัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน เดี๋ยวนี้ความรู้ของข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์ เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้งเหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า

สำหรับในเดือนนี้ขอนำ "ความหมายของเดือนในเชิงการเผยพระวจนะ" ทั้งนี้เพราะวาระเวลาและสิ่งต่างๆที่พระเจ้าทรงสร้าง มีการสำแดงการเผยพระวจนะเพื่อถวายพระเกียรติพระสิริแด่พระเจ้า 
สดุดี 19:1-2
1 ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์
2 วันส่งถ้อยคำให้แก่วัน และคืนแจ้งความรู้ให้แก่คืน  

แต่ผมขอใช้คำว่า "คำอธิษฐานอวยพรประจำเดือน" เพื่อให้เรานำสิ่งเหล่านี้มาอธิษฐานป่าวประกาศในแต่ละเดือน เป็นการเริ่มต้นเดือนใหม่ ด้วยพระพรจากพระเจ้าดังนี้ครับ
(ศึกษาและเรียบเรียงข้อมูลจาก http://www.arise5.com/#/hebrew-months)

1.เดือนแห่งเผ่าเบนยามิน เบนยามินเป็นเพียงหนึ่งเดียวใน 12 คนที่เกิดในดินแดนอิสราเอล ดังนั้นจงเฝ้าดูอิสราเอล สิ่งต่างๆจะเกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนวิถีทางของเขา

2.เดือนที่จะพัฒนายุทธศาสตร์สงครามของคุณ เดือนที่จะรับการสำแดงเชิงเผยพระวจนะสำหรับสงคราม คุณจะได้รับการสำแดงเชิงเผยพระวจนะสำหรับยุทธศาสตร์ต่างๆ เบนยามินนั้นตะลันต์ในเรื่องศิลปะการยิงธนูมากที่สุด(ซึ่งเล็งถึงยุทธศาสตร์ด้านการเผยพระวจนะ) ในพระธรรม ปฐมกาล 49:27 "ฝ่ายเบนยามินเป็นสุนัขป่าที่ล่าเหยื่อ เวลาเช้าก็กินเหยื่อเสีย เวลาเย็นก็แบ่งปันของที่แย่งชิงไว้" พระเจ้าทรงประสงค์จะให้ยุทธศาสตร์กับเราเพื่อโจมตีศัตรูและทำให้เรามั่งคั่ง
ในค่ายอิสสาคาร์ที่ผ่านมา เมื่อเราเรียนรู้ในปีปฏิทินฮีบรูปี 5773 เป็นปีแห่งตัวอักษร Ayin และ Gimel เมื่อเราลองนำตัวอักษร 2 ตัวนี้มาต่อกัน จะเป็นภาพของหัวลูกศร จึงเป็นปีแห่งการเผยพระวจนะแบบลูกธนูที่พุ่งเข้าใส่ศัตรูคือผีมาร วิญญาณชั่ว

อิสยาห์ 49:2 พระองค์ทรงทำปากของข้าพเจ้าเหมือนดาบคม พระองค์ทรงซ่อนข้าพเจ้าไว้ในร่มพระหัตถ์ของพระองค์พระองค์ทรงทำข้าพเจ้าให้เป็นลูกศรขัดมัน พระองค์ทรงซ่อนข้าพเจ้าไว้เสียในแล่งของพระองค์

3.เดือนที่จะพุ่งตรงไปและเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว(A month to shoot straight and move quickly) อย่าเถลไถลไปรอบๆ หยุดความสูญเสียของคุณไว้ตรงนี้แล้วเคลื่อนผ่านไปข้างหน้า  เป็นช่วงเวลาที่จะพุ่งให้ไกลสู่เป้าหมาย

4.เดือนแห่งราศีธันว์ (นักธนู) นี่เป็นเวลาต่อสู้กับราชอาณาจักรและวัฒนธรรม จงเฝ้าดูอิสราเอล อเมริกา และประเทศที่ทำสนธิสัญญา ระหว่างประเทศร่วมกัน(covenant nation) (จงเฝ้าดูประเทศอเมริกาที่มีการเลือกตั้งและได้ประธานาธิบดีคนใหม่แล้วและจับตาประเทศอิสราเอลที่จะมีการเลือกตั้งผู้นำประเทศต่อไป)

5.เดือนที่จะเข้าสู่ระดับใหม่แห่งการวางใจและพักสงบ ถ้าเราเชื่อมต่อกับพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์บัญชา (เช่น มีใจขอบพระคุณในทุกสิ่ง) แล้วเราจำเป็นต้องเชื่อว่าเราสามารถจัดทัพและยุทธศาสตร์ใหม่และมีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งหลายได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกำลังรู้สึกในความกดดันด้านการเงิน จงอย่ากังวลใจ แต่เลือกที่จะขอบพระคุณแทน ให้แน่ใจว่าคุณมีใจขอบพระคุณในทุกสถานการณ์ยากลำบากที่คุณเผชิญ 
 
1เธสะโลนิกา 5:18 จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย


โคโลสี 3:17 และเมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า และขอบพระคุณพระบิดาเจ้า โดยพระองค์นั้น

6.เดือนแห่งตัวอักษร Samekh(ס)ซึ่งดูคล้ายกับวงกลม เล็งถึงความวางใจ ความมั่นใจ การสนับสนุน และการบรรจบ เราอยู่ในฤดูกาลแห่งการพัฒนาความวางใจและความเชื่อมั่น ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกพัฒนา คุณจะพบว่าตัวคุณเองวนอยู่ในวงจรเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และจะไม่ทะลวงเข้าสู่สิ่งใหม่เลย ลองสำรวจชีวิตของยาโคบและโยเซฟ สิ่งต่างๆก็บรรจบลงสำหรับยาโคบเมื่อเขากลับไปที่คานาอันหลังจากทำงานให้กับลาบัน 20 ปี โยเซฟก็ถูกเชื่อมกลับเข้าสู่ครอบครัวของเขาอีกครั้ง

7.เดือนที่จะทบทวนระบบการสนับสนุนของคุณ คุณสนับสนุนใคร ใครสนับสนุนคุณ ใครบ้างเป็นเพื่อนของคุณ

8.เดือนแห่งสายรุ้ง เราต้อง "ทำสงคราม" เพื่อสันติภาพ หลักพระคัมภีร์อันนี้สำคัญมากที่เราจะต้องตระหนักรู้ สันติสุขไม่ใช่ว่าจะเกิดก็เกิดขึ้นมาเอง เราต้องเลือกที่จะยืนมั่นในความเชื่อ ความชื่นชม และการขอบพระคุณ

9.เดือนแห่งความรู้สึกสงบและมีสันติสุข คุณได้ผ่านอุทกภัยมา พระเจ้าไม่ประสงค์ให้คุณเผชิญมันอีกครั้ง สงครามไม่ใช่แค่การปะทะกับความยุ่งเหยิงสับสนรอบตัวเรา เราต้องเป็นฝ่ายรุก มองให้เห็นว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และมีสันติสุขได้ท่างกลางปัญหานั้น

10.เดือนแห่งความฝัน พระเจ้าได้รวบรวมสิ่งต่างๆไว้ตลอดปี และเดี๋ยวนี้พระองค์กำลังปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกมาทางนิมิตในเวลากลางคืน

จงฝันไปกับพระเจ้า และพระเจ้าจะประทานความเข้าใจในการตีความหมายของความฝันให้กับคุณ (จดจำคำสอนในค่ายอิสสาคาร์ เราจะได้รับการสำแดงจากพระเจ้าผ่านความฝัน)

11.คุณอาจจะต้องให้พระเจ้าเยียวยาบาดแผลของคุณเพื่อคุณจะได้หลับได้ดีขึ้น (ความฝันบางอย่างนั้นเพียงแค่พระเจ้าทรงฉายซ้ำความทรงจำในบางสิ่ง ถ้าคุณเคยประสบสิ่งนี้ ก็จงทูลต่อพระองค์ให้เยียวยาคุณจากบาดแผลนั้น แล้วพระองค์จะทรงกระทำ) "พระองค์ประทานแก่ผู้ที่รักของพระองค์ ให้หลับสบาย" (สดด. 127:2)

12.เดือนแห่งช่องท้อง/ครรภ์/ท้องน้อย/แม่น้ำแห่งพระเจ้า มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องระหว่างความเงียบสงบและความสมบูรณ์ กับความสามารถที่จะเข้าใจระดับมาตรฐานใหม่ของคุณ ฝนชุกปลายฤดูนั้นเริ่มเมื่อเดือนกันยายน (เทศกาลอยู่เพิง) และตอนนี้มันกำลังเป็นแม่น้ำที่หลั่งไหล จงคิดถึงแม่น้ำของพระเจ้าในพระธรรม อสค.47 การเปิดเผยสำแดงกำลังดำเนินต่อเนื่อง จากลึกระดับข้อเท้า ระดับเข่า จนสู่การแหวกว่ายไปได้ พระเจ้าต้องการนำเราอยู่ในแม่น้ำนี้ ดังนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องเดินเลย

สายน้ำนั้นเล็งถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในเทศกาลอยู่เพิง ปุโรหิตจะทำพิธีตักน้ำจากสระสิโลอัม พระเยซูได้กล่าวคำเผยพระวจนะว่าพระองค์ทรงเป็นน้ำแห่งชีวิตและพระองค์จะประทานพระวิญญาณแห่งพระสัญญาของพระองค์
ยอห์น 7:37-39
37 ในวันสุดท้ายของงานเทศกาลซึ่งเป็นวันใหญ่นั้น พระเยซูทรงยืนและประกาศว่า "ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม
38 ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า "แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น""
39 สิ่งที่พระเยซูตรัสนั้นหมายถึงพระวิญญาณ ซึ่งผู้ที่วางใจในพระองค์จะได้รับ เหตุว่ายังไม่ได้ประทานพระวิญญาณให้ เพราะพระเยซูยังมิได้ประสบเกียรติกิจ

ในเดือนนี้ขออธิษฐานให้เราก้าวลงลึกมากขึ้นในประสบการณ์แห่งการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ลึกมากขึ้น จนไหลท่วมท้นในชีวิตของเรา สรรเสริญพระเจ้า

07 พฤศจิกายน 2555

บันทึกการเดินทางอิสราเอล(6)

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน สำหรับบทความครั้งนี้เป็นช่วงวันจันทร์ที่ 3 ก.ย.12 ที่ผมอยู่ในประเทศอิสราเอล โปรแกรมในวันนี้ของคณะของเราคือการเดินทางไปชมสถานที่ต่างๆรอบกรุงเยรูซาเล็ม

Dome of Ascension
เริ่มจากช่วงเช้ารับประทานอาหารจากโรงแรม คณะของเราเตรียมชุดไปเปลี่ยนใส่ไว้ในกระเป๋าเป้ เพราะวันนี้จะมีโปรแกรมเดินลุยน้ำผ่านอุโมงค์เฮเซคียาห์ที่นครของดาวิด สถานที่ซึ่งครั้งก่อนผมได้ไปมาแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าไปในอุโมงค์ ครั้งนี้เราเริ่มต้นจากการนั่งรถไปยังภูเขามะกอกเทศ(Mount of Olives)ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็ม สามารถมองดูวิวทิวทัศน์รอบกรุงเยรูซาเล็มได้อย้างชัดเจน
สถานที่นี้มีความหมายสำหรับคริสตชนนั่นคือ เป็นสถานที่ที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์ต่อหน้าต่อตาเหล่าอัครสาวกและกำชับให้สาวกทุกคนที่เชื่อออกไปประกาศเป็นพยานจนสุดปลายแผ่นดินโลก(กจ.1:3-8)
(บทความ :วันแห่งการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์(Ascension Day)

คณะของเราได้เข้าไปอธิษฐานในโดม(Dome of Ascension)ที่สร้างไว้ เพื่อเป็นสถานที่ระลึกถึงการเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูคริสต์ แม้ว่าจะเป็นเวลาไม่นานนัก เพราะมีคณะนักท่องเที่ยวคณะอื่นๆ ต่อคิวเข้าแถวรออยู่ข้างนอก แต่เราก็สามารถสัมผัสได้ถึงการทรงสถิตของพระเจ้าได้อย่างซาบซึ้งในจิตวิญญาณ แม้ว่าในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์ไปแล้วแต่พระวิญญาณบริสุทธฺิ์ยังปกคลุมในชีวิตของเราผู้เชื่อตามพระสัญญา(กจ.2) แม้ว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จขึ้นสวรรค์ไปท่ามกลางสายตาของอัครสาวกไม่กี่คนที่เห็น แต่ในวาระสุดท้ายของโลกนี้ เราทุกคนหมดทั้งโลก ทุกสายตาจะได้เห็นการเสด็จกลับมาของพระองค์อย่างชัดเจน และหัวเข่า ทุกลิ้นทุกจะก้มกราบและสรรเสริญว่า "พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า"(ฟป.2:7-10)

ระหว่างที่เราอยู่ที่ภูเขามะกอกเทศ เราได้ถ่ายภาพและมองดูรอบๆกรุงเยรูซาเล็มจากบนภูเขา มันเป็นภาพที่สวยงามมาก สถานที่แห่งนี้เองเป็นสถานที่พระเยซูทรงลาเข้ากรุงเยรูซาเล็ม(มธ.21) ฝูงคนนำใบปาล์มและใบไม้ต่างๆมาโบกและโห่ร้องว่า "โฮซันนา" ให้กับจอมกษัตริย์ที่เสด็จเข้ามา
จึงไม่แปลกใจว่าสถานที่นี้มีให้บริการขี่ลาชมรอบเมือง(ซึ่งมีป้ายเขียนว่า Jesus's taxi)

คณะของเราได้อธิษฐานกันที่บนภูเขามะกอกเทศ และเราเชื่อว่าในวาระสุดท้าย แม้คนยิวในเวลานั้นอาจจะไม่ยอมรับพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระมาซีฮา แต่ในวาระสุดท้ายพวกเขาจะกลับใจเชื่อและสารภาพออกจากบาปของเขาว่า พระเยซูคริสต์ คือ พระนามแห่งความรอด และชาวเยรูซาเล็มจะร้องต้อนรับพระองค์ว่า "Baruch Haba B'Shem Adonai "ขอให้ท่านผู้เสด็จมา ในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ (มธ.23:39) 

คำอธิษฐานภาษาไทย ที่ Pater Noster
ในบริเวณนั้น เราเดินทางไปที่ Pater Noster ที่พระเยซูสอนสาวกให้อธิษฐาน (มธ.6:1-14)ไปหยุดถ่ายภาพที่ด้านหน้าของโบสถ์ Dominus Flevit ที่พระเยซูร้องไห้คร่ำครวญเพื่อเยรูซาเล็ม เดินเท้าต่อไปยังสวนเกทเสมนี (Garden of Gethsemane) สถานที่พระเยซูอธิษฐานกับสาวกก่อนถูกทหารโรมันจับตัว ในช่วงที่คณะเราได้มาที่สวนเกทเสมนี เราได้อธิษฐานและนมัสการพระเจ้ากันที่นี่
ในความรู้สึกช่วงเวลานั้น ผมนึกถึงภาพยาตร์เรื่อง The passion of the christ 
Garden of Gethsemane
ในช่วงเวลาสมัยนั้นพระเยซูคริสต์คงจะมีความลำบากใจในการตัดสินใจ แต่ถึงอย่างไรพระองค์ก็ไปนั่งอธิษฐานในสวน และขอให้สิ่งที่พระองค์จะทำเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา คือ การที่ไปถูกตรึงที่กางเขน (มธ.26:42)

นี่เป็นแผนการไถ่ของพระบิดาให้กับมนุษย์และสำเร็จแล้วผ่านทางพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้า

ช่วงกลางวัน คณะของเราได้มารับประทานอาหาร ณ ภัตตารคารท้องถิ่นแห่งหนึ่ง และมีพี่น้องคนไทยที่เป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ที่ทำงานในประเทศอิสราเอลตามมาสมทบ คณะเราจึงได้อธิษฐานเผื่อพี่น้อง
ลอดอุโมงค์น้ำของเฮเซคียาห์
เราได้มาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกางเกงขาสั้น เพื่อจะเดินทางไปที่นครของดาวิดเพื่อจะไปอุโมงค์น้ำของกษัตริย์เฮเซคียาห์
(2พศด.32:27-31)
การเดินลอดอุโมงค์น้ำของกษัตริย์เฮเซคียาห์ เราจะต้องเตรียมไฟฉายเข้าไปและการเดินจะต้องเดินเป็นแถวตอนเรียงหนึ่งเพราะภายในอุโมงค์แคบและมืดมาก

ระหว่างที่เดินเข้าไปเราจะร้องเพลงนมัสการพระเจ้า และเมื่อเดินมาถึงจุดที่มืดที่สุด อ.นิมิต ให้เราทุกคนปิดไฟฉายและอธิษฐานร่วมกันเป็นการป่าวประกาศชัยชนะและการทะลุทะลวงสิ่งที่ขัดขวางในชีวิต เป็นประสบการณ์ที่ดียอดเยี่ยมจริงๆ ที่เราได้เดินลอดผ่านอุโมงค์นี้

ผมรู้สึกประทับใจในความตั้งใจของคนอิสราเอลจริงๆ ในทุกวันนี้พวกเขายังมีความพยายามขุดหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อจะทราบความเป็นมาของประเทศของเขา ทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้นมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นคำพยานที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่และความรักของพระเจ้าที่ปกครองเหนือประเทศนี้

หลังจากนั้นคณะของเราได้เดินทางไปยังอุโมงค์สวนองุ่น(Garden Tomb) อุโมงค์ที่สกัดไว้ในศิลาที่ใช้เก็บพระศพของพระเยซูหลังจากเชิญพระศพลงมาจากกางเขน(มธ.27:57–60) ซึ่งหากศึกษาตามประวัติศาสตร์น่าจะเป็นบริเวณนี้ แต่ในบางกลุ่มเช่นโรมันคาทอลิกเชื่อว่าพระศพของพระเยซูคริสต์อยู่โบสถ์ The Church of the Holy Sepulchre
แต่สำหรับความคิดส่วนผมเชื่อว่าน่าจะอยู่บริเวณอุโมงค์สวนองุ่น(Garden Tomb)นี้ เพราะหลักฐานรอบๆ เช่นมีสวนองุ่นและมีบ่อย้ำน้ำองุ่นโบราณ น่าจะเป็น​อุโมงค์​ของ​โย​เซ​ฟ เศรษฐีแห่งอา​ริ​มา​เธีย ที่เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ที่เดิมตั้งใจจะสร้างไว้เพื่อฝังศพของตนเอง แต่ท่านได้มอบให้พระเยซูเพื่อสำเร็จตามคำพยากรณ์(อสย.53:9 และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนชั่ว ในความตายของท่านเขาจัดไว้กับเศรษฐี แม้ว่าท่านมิได้กระทำการทารุณประการใดเลย และไม่มีการหลอกลวงในปากของท่าน) 
โกละโกธา เนินเขารูปหัวกะโหลก
เมื่อเราเข้ามาสถานที่นี้ เราได้เดินไปยังที่โกละโกธา ที่เรียกว่า "เนินเขารูปหัวกะโหลก"  สถานที่ประหารพระเยซูโดยใช้วิธีการตรึงกางเขนตามแบบโรมัน

ผู้บรรยายชื่อว่า Paul Weaver บอกว่า พวกทหารโรมันได้ตรึงพระเยซูคริสต์ ณ สถานที่บริเวณนี้
เชื่อว่าพวกเขาตรึงพระองค์บริเวณถนนข้างล่างเนินเขา ไม่ใช่บนเนินเขา เพราะมีเหตุผล 3 ประการ

1.เพื่อให้คนเห็นป้ายแจ้งข้อหา ว่าถูกตึงกางเขน เพราะข้อกล่าวหาอะไร ข้อกล่าวหาที่พวกทหารโรมันตรึงพระเยซูที่กางเขน คือ พระเยซูคริสต์อ้างว่า "พระองค์เป็นกษัตริย์ของชาวยิว"
2.เพื่อให้คนที่เดินผ่านไปมา ได้กล่าวคำแช่งสาบให้กับผู้ที่ถูกตรึงกาเขน
3.เพื่อให้ได้ยินว่า เวลาผู้ที่ถูกตรึงกางเขนกล่าวคำว่าอะไร ก่อนตาย ประโยคสุดท้ายที่พระเยซูคริสต์กล่าวคือ 'เอลี เอลี ลามาสะบักธานี' แปลว่า 'พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย"(มธ.27:46)ก่อนที่จะกล่าวว่า "สำเร็จแล้ว" แล้วพระองค์ก็สิ้นพระชนม์

นี่เป็นประโยคสุดท้าย ที่แสดงถึงความทุกข์ทรมานที่พระเยซูคริสต์ต้องถูกละทิ้งให้โดดเดี่ยวที่กางเขน พระองค์ต้องแยกจากพระบิดา เพราะความบาปผิดของเราทั้งกลายที่พระองค์รับแทน พระองค์ได้ให้อภัยของเราทั้งหลายและทรงยกโทษความผิดบาปของเราแล้วที่ไม้กางเขน

เราได้เดินไปข้างในอุโมงค์ฝังพระศพ(Garden Tomb)เป็นอุโมงค์ที่ว่างเปล่า มีประโยคหนึ่งเขียนบนประตูที่ปากอุโมงค์ว่า "He is not here for He is risen" “พระองค์ไม่ได้อยู่ในนี้ พระองค์ทรงฟื้นขึ้นแล้ว

เมื่อเดินออกมา เราจึงได้ไปใช้เวลาสงบเงียบอธิษฐานกันแต่ละครอบครัวเพื่อสัมผัสความรักและการทรงเรียกของพระองค์ แผนการของพระองค์ที่มีต่อเรา  หลังจากนั้นเราจึงมารวมตัวกันเพื่อนมัสการและร่วมพิธีมหาสนิท ระลึกถึงการทรงเป็นพระเยซูคริสต์พระผู้ไถ่ที่ทรงมีชัยชนะเหนือความตายและนำเราสู่ชัยชนะร่วมกับพระองค์

หลังจากที่เราเสร็จสิ้นภารกิจตอนทั้งวัน คณะของเราได้ไปใช้เวลาสัมผัสชีวิตชาวยิวในตลาด จับจ่ายของที่ระลึก ผลไม้แห้ง-ผลไม้สด ถั่วชนิดต่างๆและกลับสู่ที่พักโรงแรม Leonardo Inn Hotel
รับประทานอาหารค่ำในโรงแรมที่พัก

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับตลอดทั้งวันนี้ ที่เราได้เดินทางตามรอยพระบาทพระเยซูคริสต์ไปตามสถานที่ต่างๆที่พระองค์เคยดำเนินอยู่ในโลกนี้ พระองค์ทรงเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อให้เราทั้งหลาย เพื่อให้เราติดตามพระองค์ (มก. 8:34 ..."ถ้าผู้ใดใคร่จะตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา)ในสมัยนั้นพระองค์ได้ยอมทนทุกข์ทรมานเพื่อเราทั้งหลาย พระองค์ต้องเอาชนะความปรารถนาของตนเองเพื่อทำตามน้ำพระทัยพระบิดา พระองค์ยอมถูกเยาะเย้ยต้องสวมมงกุฎหนาม ถูกเหยียดยามดูหมิ่นอับอาย ถูกตรึงกางเขน และอยู่ในอุโมงค์แต่พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วยชัยชนะเหนือความบาป ความตาย พระองค์ได้รับพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่
ในวันนี้ เราทุกคนจึงต้องเอาชนะตนเอง เพื่อติดตามพระองค์ ต้องผ่านบททดสอบต่างๆ ต้องรับมงกุฎหนามแห่งการทดสอบก่อนที่จะได้รับมงกุฎงามในวาระสุดท้าย สรรเสริญพระเจ้า

ยก.1:12 ความสุขย่อมมีแก่คนนั้นที่สู้ทนการทดลอง เพราะเมื่อปรากฏว่าผู้นั้นทนได้แล้ว เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลายที่รักพระองค์

คณะของเรายังคงอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มต่อไป ในครั้งต่อไปเราจะไปที่กำแพงร้องไห้เพื่อไปอธิษฐานและเดินทางไปยังสถานที่กำเนิดของพระเยซูคริสต์ที่เบธเลเฮม โปรดติดตามอ่านในครั้งต่อไปนะครับ
ขอพระเจ้าอวยพระพร
(สามารถกลับไปอ่านในครั้งที่ผ่านมาได้ตาม link นี้นะครับ ครั้งที่ 1,2,3,4,5)